else
ห้ามข้าม
หญ้าบนเกาะกลางถนนที่มหาวิทยาลัยกำลังงอกงาม งอกงามจนคนดูแลคงจะกลัวคนมาเหยียบให้เหี่ยวเฉา เลยเอาเชือกมาขึงตลอดแนวยาวมาก เว้นแค่จุดที่มีอิฐปูให้ข้าม
ทีนี้ อะไรน่าดูกว่ากัน ระหว่างเกาะกลางถนนที่หญ้าถูกคนเดินเหยียบบ้าง กับเกาะกลางถนนที่มีเชือกเส้นโต (สีน้ำเงินซะด้วย) ขึงสูงระดับเอวตลอดแนวยาว
เสียงรบกวนจากงานเลี้ยงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อกี้นี่เอง กรุณาอ่านข้อมูลประกอบเหล่านี้ก่อน
- หอสมุดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีหลัก ๆ สองที่ คือ หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ เก็บหนังสือทุกประเภท และหอสมุดศูนย์รังสิต เก็บหนังสือสายวิทยาศาสตร์
- วันนี้หอสมุดป๋วยฯ ปิดสามทุ่ม แต่หอสมุดศูนย์รังสิตปิดห้าทุ่ม เพราะยังมีบางคณะสอบอยู่
- ผมเข้าใจว่าบุคคลภายนอกสามารถขอเช่าพื้นที่มหาวิทยาลัยจัดงานต่าง ๆ ได้
- ผมเข้าใจว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในบริเวณมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องต้องห้าม
ผมนั่งอยู่ที่หอสมุดป๋วยตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ ฟังเพลงไปเรื่อย ๆ พอห้องสมุดใกล้ปิด (สามทุ่ม) ก็ถอดหูฟังออก เตรียมเก็บข้าวของย้ายไปอีกหอสมุดหนึ่ง หูพลันได้ยินเสียง ตึก โป๊ะ ตึก โป๊ะ เดินออกมาข้างหน้าจึงได้รู้ว่ามีคอนเสิร์ตอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย (เข้าใจว่าเป็นเอกชนมาเช่าที่) ฟังดูเสียงน่าจะมาจากทางลานพญานาค ไม่ก็ศูนย์กีฬาทางน้ำ (สองที่นี้อยู่ติดกัน)
แล้วเสียงแม่งดังโคตร ๆ ที่อยู่ใกล้ลานพญานาคที่สุดคือหอพักทียูโดม (ห่างกันแค่ข้ามถนน) ผมเดินจากหอสมุดป๋วยมาจนใกล้หอพักใน เสียงแม่งก็ยังคงกึกก้อง เนื่องจากตึกต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นตัวช่วยสะท้อนเสียงอย่างดี
จากนั้นก็เดินเลี้ยวมาหอสมุดศูนย์รังสิต ระหว่างทางก็เจออีกงานเลี้ยงนึง เข้าใจว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ตึกนั้น แม่ง เสียงดังพอกัน ตอนเดินผ่านนี่งานใกล้เลิกแล้ว เห็นมีขวดเบียร์วางอยู่บ้างด้วย เดินเข้ามาในห้องสมุดก็ยังมีเสียง ตึบ ตึบ ตึบ อยู่ อัดคลิปมาให้ดูด้วยว่ามันใกล้แค่ไหน (จริง ๆ ตอนอยู่ในหอสมุดก็ได้ยินเสียงแล้ว แต่ไมโครโฟนมือถือมันห่วยเกิน)
ดูแผนที่ประกอบได้ หอสมุดศูนย์รังสิตที่เบอร์ 3 หอสมุดป๋วยฯ ที่เบอร์ 4 งานเลี้ยงเจ้าหน้าที่ที่เบอร์ 2 คอนเสิร์ตที่เบอร์ 39 ไม่ก็ 41
ในคลิปนี่คือเดินจากในห้องสมุดออกมาให้ดูว่า แค่ออกมาข้างหน้าก็เจองานเลี้ยงพร้อมลำโพงขนาดยักษ์แล้ว
ตอนนั่งพิมพ์อยู่นี่ก็ได้ยินเสียง ไม่รู้จากเวทีไหน อนิจจา
ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป
วันนี้ตื่นเช้าจะไปคุมแหล็บ เผื่อเวลาไว้ค่อนข้างดี ออกจากหอมาก็ไปรอรถเพื่อเดินทางไปคณะ
การเดินทางไปแถว ๆ คณะวิศวกรรมศาสตร์ SIIT หรือสถาปัตยกรรมศาสตร์เนี่ย แม่งลำบากหน่อย คือมีรถฟรีผ่านแค่สายเดียวคือสายหนึ่ง รถสองแถว (สี่บาท) ก็ผ่านอยู่สายเดียว ถ้ามอเตอร์ไซค์ก็สิบห้าบาท
เดินมาถึงป้ายรถริมถนนก็ยืนรอรถ รออยู่นาน (กว่าปกติ) วันนี้มันเป็นอะไรมีแต่รถสายสองสายสาม คงเพราะเป็นวันสอบ สักพักสองแถวสายหนึ่งก็มา ไม่มีคนเลย ก็ขึ้นไปนั่งคนเดียว สองแถวก็จอดรอคนขึ้นเพิ่ม ก็ยังไม่มี ก็นั่งอยู่อีกนาน เห็นรถฟรีสายหนึ่งกำลังมาพอดี ไอ้เราก็คิดว่า ถ้าเราลงจากรถสองแถวนี่ไป เขาก็ต้องรอต่อ หรือต้องวนไปวนมา เลยนั่งต่อ แค่สี่บาทเอง
รถฟรีสายหนึ่งแม่งเริ่มใกล้เข้ามา จนพอมันจะผ่านไปนั่นล่ะ ลุงคนขับก็เคาะกระจกบอก เอ้า ไปขึ้นรถฟรีไป แล้วก็ไล่ลง หยิบป้ายมาเปลี่ยนแปลงร่างเป็นสายสอง ไอ้เราก็ลงมายืนมองรถฟรีแล่นหายลับไปกับตา รถสองแถวนั่นพอเปลี่ยนเป็นสายสอง คนก็ขึ้นกันเพียบ แล้วก็แล่นหายลับไปกับตา
สุดท้ายยืนรอต่อไป จนมีมอเตอร์ไซค์ผ่านมาจึงเดินทางไปถึงคณะได้ สายไปหนึ่งนาที
คราวหน้าถ้าผมนั่งอยู่บนสองแถว แล้วเห็นรถฟรีเส้นทางเดียวกันผ่านมา ก็คงจะลงจากสองแถวแล้วไปขึ้นรถฟรีได้อย่างสบายใจสินะ
ป.ล. หัวข้อมันเกี่ยวอะไรกับเนื้อหาวะครับ
ภาพจากฮ่องกง
เรื่องจากฮ่องกงมันชักจะเยอะไปแล้ว ผมบ้าเห่อมากเพราะมันเป็นครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศ เอารูปมาแปะ
ถูกกักตัวตรวจหวัด
![]() |
| From hong kong |
นั่งรถเมล์จากสนามบินไปโรงแรม
![]() |
| From hong kong |
โรงแรม
![]() |
| From hong kong |
วิวจากห้อง
![]() |
| From hong kong |
รถไฟใต้ดิน
![]() |
| From hong kong |
โผล่ขึ้นมาที่ม่งก๊ก
![]() |
| From hong kong |
ห้ามต่อราคา!
![]() |
| From hong kong |
ฮ่องกงฟุต (ฟีต)
![]() |
| From hong kong |
หลง ถามทาง
![]() |
| From hong kong |
ตู้โฆษณาลิโล่แอ่นด์สทิทช์แถว ๆ จิมซาโจ่ย (มีกล้องซ่อนอยู่ แล้วโปรแกรมจะเอาหูมาเติมให้คนในวิดีโอ ป้าฝรั่งข้างหลังชอบใจมาก)
![]() |
| From hong kong |
กินแถว ๆ ถนนเท็มเพิ่ล
![]() |
| From hong kong |
ฝั่งฮ่องกง จากแอฟนู่ว ออฟ สตาร์สฺ
![]() |
| From hong kong |
นั่งเรือข้ามไปฝั่งเกาะฮ่องกงมันซะเลย!
![]() |
| From hong kong |
เกาะบันไดเลื่อนขึ้นเขา
![]() |
| From hong kong |
วัดชื่อเมามัน หรือมันโม หรือโมมัน อะไรสักอย่าง
![]() |
| From hong kong |
ป้ายโฆษณาในสถานีรถไฟใต้ดิน
![]() |
| From hong kong |
รอเครื่องบินกลับราชอาณาจักร
![]() |
| From hong kong |
ดูเพิ่มเติมได้ในอัลบั้ม
ยี่สิบเอ็ดปีในฮ่องกง
ต่อจากตอนที่แล้ว ตื่นเช้าวันที่ยี่สิบสามก็ลงมากินข้าว กลับขึ้นไปอาบน้ำ แล้วก็ลงมาที่ห้องอบรม
พบว่ามีคนมาเพิ่ม พบว่ารวมทั้งหมดมาจาก 7 เชื้อชาติด้วยกัน ได้แก่ ผมและพี่จิ จากทีมชาติไทย แซม โซ ทิน นี และโซ (อีกคน) ทีมชาติพม่า แทน โฮจิ และแอนเจลิน่า ทีมชาติเวียดนาม (มีแต่ประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้วทั้งนั้น) ที่กล่าวมาคือผู้รับการอบรม วิทยากรมีสองคนคือ บ็อบบี้ จากฟิลิปปินส์ และ ริค จากสหรัฐฯ (แต่เป็นคนสเปน) และคนจัดงานคือ ลินด์ซี่ จากสหรัฐฯ และแคโรไลน์ จากสหรัฐฯ (แต่เป็นคนเดนมาร์ก)
ก็นั่งอบรมไปเรื่อย ๆ เป็นเรื่องโปรแกรม หลักการต่าง ๆ พักเที่ยง แล้วก็ขึ้นมาอบรมต่อจนถึงราวหกโมงเย็น ก็ออกไปกินอาหารจีนกัน
ที่โต๊ะอาหาร เฮฮามาก ประเทศแถบ ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันก็มีความหลากหลายมากอยู่แล้ว แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างสนุกสนาน เช่น การไขว้นิ้ว ในเวียดนามหมายถึงเซ็กซ์ ในพม่าหมายถึงเพื่อนสนิท ในชาติตะวันตกหมายถึงขอให้โชคดี เรื่องอาหาร เช่น "ซุปนัมเบ้อร์ไฟ้ฟ์" ในฟิลิปปินส์ คือซุป "ไอ้นั่น" ของวัว หรือทุเรียน ที่ครึ่งโต๊ะบอกว่าเหม็นมาก แต่อีกครึ่งโต๊ะบอกว่าหอมมาก ไปจนถึงเรื่องภาษา ที่คนฟิลิปปินส์ทางเหนือจะไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นของทางใต้เลย ต้องคุยภาษาอังกฤษกัน
เป็นวันเกิดที่เยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่ง ได้ฟังเพลงอวยพรทั้งภาษาสแปนิช และเดนิช
ไปเกรียนที่ฮ่องกง (ตอนที่ 2)
[ตรงนี้กรุณานึกภาพเป็นสีขาวเทาดำ]
ผมได้รับการติดต่อจากเอ็นจีโออเมริกันนี้เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งก็บอกให้กรอกเอกสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แล้วส่งกลับไปพร้อมประวัติส่วนตัวอย่างย่อ และสำเนาหนังสือเดินทาง
ผมส่งเอกสารทั้งหมดกลับไปในวันที่ 11 มิถุนายน แล้วก็รอการตอบกลับ 7 วันผ่านไปก็ยังคงไม่มีการตอบอะไรกลับมาจากทางโน้น ไม่มีตั๋วเครื่องบิน ไม่มีตารางเวลา ไม่มีสถานที่ ด้วยความเกรงใจ ผมจึงส่งอีเมล์ถามอ้อม ๆ ไปว่า เห็นก่อนหน้านี้พูดว่าจะกินมื้อเย็นด้วยกันในวันที่ 22 มิถุนายน ไม่ทราบว่าจะไปกินกันที่ไหน ผมจะได้วางแผนการเดินทาง
อีเมล์ตอบกลับมามีใจความแค่ว่า ก็เจอกันที่ล็อบบี้เย็นวันนั้น แล้วก็เดินไปกินกันใกล้ ๆ โรงแรมนั่นล่ะ
แล้วมันโรงแรมไหนกันล่ะเหวย ผมค้นอีเมล์เก่า ๆ ดู ก็ไม่พบว่าเขาเคยเอ่ยถึงโรงแรมไหน ดูในกล่องจดหมายขยะก็ไม่มี
เลยส่งอีเมล์ถามกลับไปอีกว่า เอ่อ แล้วมันโรงแรมไหนกันล่ะครับ
เขาก็ตอบกลับมาว่า อ้อ พักที่โรงแรม Habour Plaza นะ แล้วก็บอกการเดินทางมาเสร็จสรรพ
แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดเรื่องตั๋ว
ดีที่พี่จิโทรไปถามที่สายการบิน พบว่าได้มีการจองตั๋วไว้ให้แล้ว ก็โล่งอกไปหน่อย
พบว่าทางโน้นส่งรายละเอียดเรื่องตั๋วมาให้ตอนตีหนึ่งห้าสิบ ตามเวลาประเทศไทย นั่นคือราวเก้าชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องขึ้น
ตัดกลับมาที่หน้าโรงแรม [ภาพสี]
พวกเราทีมชาติไทยก็เดินเข้าไปติดต่อพนักงาน แอบหวั่นใจว่า ถ้ามันเกิดปัญหา เช่น ทางโน้นยังไม่ได้ติดต่อ หรือยังไม่มา จะทำยังไง พนักงานรับหนังสือเดินทางไปดู ค้นข้อมูล แล้วเงยหน้าขึ้นมาตอบว่า
"เอ่อ ชื่อพวกคุณอยู่ในรายการนะครับ แต่ว่าเริ่มพักวันพรุ่งนี้"
เวร
ก็มองหน้ากัน ประมาณว่า กูนึกแล้ว
"แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวทางเราเปิดห้องให้ก่อน เข้าใจว่าเป็นปัญหาเรื่องความแตกต่างของเวลาระหว่างทางนี้กับทางโน้น (สหรัฐฯ) เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนในกลุ่มคุณ เป็นชาวพม่า เจอปัญหานี้เหมือนกัน"
ผมถามว่า ได้เจอผู้ประสานงาน (จากสหรัฐฯ) หรือยัง
"ทั้งเรา (โรงแรม) และบริษัททัวร์ ก็กำลังพยายามติดต่อเขาอยู่ครับ แต่ยังติดต่อไม่ได้เลย ในห้องก็ไม่อยู่"
เยี่ยม!
ไม่เป็นไร ก็เอาของขึ้นไปเก็บบนห้อง แล้วลงมาที่ล็อบบี้ เพื่อจะไปเดินชมเมือง และ (ด้วยความเศร้า) หาข้าวกิน
ก่อนไปก็เกิดไอเดีย ชวนเพื่อนชาวพม่าไปด้วยกันดีกว่า ว่าแล้วก็ขอเบอร์ห้องจากพนักงาน (พนักงานจำชื่อกับเบอร์ห้องของเพื่อนชาวพม่าได้โดยไม่ต้องดูเอกสาร เขาบอก "เป็นกรณีพิเศษ ผมเลยจำได้แม่น") แล้วก็โทรขึ้นไป เขาบอกว่าอีกสิบห้านาทีเจอกัน
เมื่อเพื่อนชาวพม่าสองคนลงมา ก็แนะนำตัวกัน ชื่อ แซม กับ โซ พบว่านั่งเที่ยวบินเดียวกันมาจากกรุงเทพ แต่เขามาถึงก่อนเพราะผมติดด่านไข้หวัดนั่นเอง
ก็คุยกันว่าเอาไงดี เพื่อนชาวพม่าของเราก็ไม่ได้ทราบข้อมูลอะไรมากไปกว่าเรา และได้ตั๋วเครื่องบินในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ในคืนก่อนหน้านี้เอง
ก็ตกลงกันว่า งั้นไปเดินเล่นสักชั่วโมงค่อยกลับมา ถ้าคนจัดงานยังไม่มาค่อยไปหากินกันเอง ตอนคุยกันเรื่องเวลา ผมควักโนเกีย 3110c ออกมาดูเวลา ส่วนแซม เพื่อนชาวพม่าของผม ควักไอโฟนออกมา
ก็ออกไปเดินชมอ่าว ชมเมือง แซมบอกว่า ซื้อซิมการ์ดมาดีกว่า ใส่มือถือไว้แล้วไปบอกเบอร์กับพนักงานโรมแรม เมื่อคนจัดงานมาถึงจะได้โทรหาพวกเราได้ แล้วก็เข้าไปซื้อในเซเว่นอีเลเว่น
เป็นโทรศัพท์ของผม ที่ได้ใส่ซิมการ์ดอันนั้น เพราะแซมบอกว่า (พลางควักไอโฟนขึ้นมากระดิก) "ของผมมันถอดซิมลำบากน่ะ"
เมื่อกลับไปทิ้งเบอร์ไว้ที่โรงแรมเสร็จ ก็ออกมาหาข้าวกิน กำลังนั่งกินอยู่ (ตอนนั้นสองทุ่มพอดี) ก็มีคนโทรเข้ามา
ใช่แล้ว คนจัดงานกลับมาแล้ว และยังมีเพื่อนชาวพม่าอีกสามคนรออยู่ที่โรงแรม
เมื่อกินเสร็จ ก็เดินกลับไป แนะนำตัวกัน นัดหมายถึงวันรุ่งขึ้น (ยังไม่ได้กำหนดการ) แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
ไปเกรียนที่ฮ่องกง (ตอนที่ 1)
ต้องขอบคุณพี่จิ๋วเป็นอย่างสูงที่ทำให้ผมกำลังนั่งเขียนบล็อกนี้ในห้อง 543 ที่โรงแรม Harbour Plaza บนฝั่งเกาลูน ฮ่องกง
ตอนนี้เที่ยงคืนที่นี่ หรือห้าทุ่มที่ไทย ย้อนกลับไปเมื่อ 45 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ (ราวตีสองของวันที่ 22 มิถุนายน) ผมกำลังนั่งยัดของใส่กระเป๋าด้วยความตื่นเต้น ที่จะได้ขึ้นเครื่องบินของสายการบินคาเธ่ย์ แพซิฝิค ไปร่วมงานอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับสื่อพลเมืองที่ฮ่องกง ซึ่งจัดโดยเอ็นจีโอองค์กรหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา
ราวเก้าชั่วโมงต่อมา ผมอยู่เหนือน่านฟ้าเวียดนาม นั่งกรอกใบสำรวจสุขภาพของผู้ที่กำลังจะเดินทางเข้าฮ่องกง
เมื่อถึงสนามบิน ก็เดินเข้าไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง พี่จิที่มาด้วยกันยื่นใบสำรวจสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ แล้วก็ผ่านเข้าไป พอถึงตาผม เจ้าหน้าที่เหลือบมองเอกสารแวบหนึ่ง แล้วหันมาถามว่า "ยู แฮฟ ดิส ซิมท้อมพ์?" ไม่ได้สงสัยอะไร ผมตอบ "อ่า... เยส" เจ้าหน้าที่ยกมือขึ้นมา "ผลีส สเตย์ เฮียร์"
เวร
ด้วยความจริงใจ ตรงช่องสำรวจอาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัด 2009 ผมเสือกติ๊กช่อง "Runny Nose" ไป เนื่องจากเป็นคนที่น้ำมูกไหลตอนเช้าอยู่แล้ว
"ยู กอทท่า ซี เดอะ ด็อกเท่อร์"
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าพี่จิคงจะด่าผมอยู่ในใจ
ราวกับอ่านใจได้ เจ้าหน้าที่หันไปบอกพี่จิ "โด๊นท์ วอร์รี่ จัสท์ วัน มินิท" แล้วก็พาผมลงไปชั้นล่าง ระหว่างเดินก็ยื่นหน้ากากให้สวม
นั่งรอสักพักก็ถึงคิวตัวเอง เข้าไปหาหมอ หมอเอาอุปกรณ์วัดไข้มาใส่เข้าไปในหู วัดทั้งสองข้าง ให้ดูอุณหภูมิว่าเป็น 37 องศาพลางยิ้มให้ จากนั้นก็ไปอีกด่านหนึ่ง เจอหมออีกคน ให้ตอบคำถามพวก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอยู่ที่ไหน สัปดาห์หน้าอยู่ที่ไหน คนใกล้ตัวมีอาการไหม ฯลฯ จากนั้นก็ให้เอกสารเกี่ยวกับคลินิกต่าง ๆ ที่สามารถเข้าไปตรวจหวัด 2009 ได้ฟรีถ้ามีอาการ แล้วหันมายิ้ม "ยู แคน คอนทินิว ยัวร์ ทริป, แฮฟ อะ ไน้ซ์ ทริป!"
ไอ้ "จัสท์ อะ มินิท" ตะกี้มันปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง กลับขึ้นมาก็ขอโทษขอโพย แล้วก็ไปเอากระเป๋า จากนั้นก็เดินไปซื้อบัตรเงินสด Octopus ที่ใช้แทนเงินได้กับการขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่เซเว่นอีเลเว่น ถามเจ้าหน้าที่ว่าจะนั่งรถประจำทางสายไหนไปโรงแรมได้บ้าง เขาก็บอกมาว่าสาย E23 แล้วเขียนภาษาจีนมาให้ด้วย บอกว่าไว้ให้คนขับดู
พอขึ้นรถ แปะกระเป๋าตัง เงินถูกหักไป 18 เหรียญฮ่องกง ยื่นกระดาษบอกสถานที่ให้คนขับ คนขับดันทำหน้างง ๆ ดูไม่ค่อยสนใจ ไม่เป็นไร กูดูถนนเองก็ได้ แล้วก็ขึ้นไปนั่งชั้นสอง
พบว่าสนามบิน เช็คแลพก็อก (อ่านงี้หรือเปล่าหว่า) มันกว้างมาก รถก็เลี้ยวไปเลี้ยวมาอยู่นั่น ประมาณยี่สิบนาทีจึงจะเริ่มออกนอกเขตสนามบิน มุ่งตรงสู่อุโมงค์ลอดใต้ภูเขา
พอพ้นอุโมงค์เท่านั้นล่ะ น่าตื่นเต้นมาก ตอนก่อนข้ามสะพานพบว่าแถวนั้นมีแต่ตึกกับกองตู้คอนเทนเน่อร์ เรียกได้ว่าถ้าจะมีหุ่นยนต์มาเดินก็คงไม่น่าประหลาดใจ จากนั้นก็มาถึงฝั่งเกาลูน สองฝั่งได้อารมณ์เยาวราชมาก ระหว่างนั่งรถอยู่ก็พยายามมองชื่อถนนรอบ ๆ แล้วเทียบกับแผนที่ แต่ก็ไม่เจอ หรือไม่ก็เจอเมื่อผ่านถนนนั่นมาแล้วสักพัก จนเห็นป้ายใหญ่ ๆ ว่า Whampoa อะไรสักอย่างนั่นล่ะ จึงรีบลงไปถามคนขับ เพราะดูในแผนที่มันใกล้ถึงโรงแรมแล้ว คนขับก็บอก "เย่ เน็กซท์ สต็อป" แล้วก็จอด
ลงมาเดิน อ่านป้าย แล้วก็เดินตามป้ายไปจนถึงหน้าโรงแรม
ต่อตอนหน้า
เส้นเอ็นหัวเข่าอักเสบ
วันก่อนตื่นมาพบว่าเข่าซ้ายตนเองมันติด ๆ ขัด ๆ นึกถึงอารมณ์ว่า ข้อศอกฝืด ๆ แล้วต้องสะบัดยืดออกไปให้มันดัง แกร๊บ น่ะ แต่ปัญหาคือสะบัดขาแล้วมันไม่ยอมหายฝืด
เมื่อวานมันก็เริ่มแปล๊บ ๆ ตึง ๆ เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ปรากฏว่าไปบ่ายเกิน หมอเฉพาะทางไม่อยู่ ต้องนัดใหม่มาตอนเช้าวันนี้
วันนี้เลยไปตรวจมา รับบัตรคิวตอนแปดโมงนิด ๆ ได้ตรวจตอนสิบโมงครึ่ง หมอกดไปกดมาไปโดนเส้นเอ็นด้านข้างหัวเข่าด้านใน ร้องอ๊างเลย วินิจฉัยว่าเส้นเอ็นอักเสบ ได้ยามากิน
ปัญหาก็คือ ไม่รู้ว่าตอนนี้อาการมันแย่ลงหรือดีขึ้น แต่ว่ามันจะจั๊กกะจี้ปนเสียว ๆ ตลอด เสียสมาธิมาก คือมันขำ ๆ เจ็บ ๆ สับสนในตัวเอง
สงสัยว่านั่งหน้าคอมตลอด ทำไมเส้นเอ็นหัวเข่าอักเสบได้วะ




















