intellect
มติชนออนไลน์ ลอก Siam Intelligence Unit?
อ่านข่าวสั้น ๆ นี้ก่อนครับ
สำนักงานแมนเดลายืนยัน ทักษิณเข้าพบแมนเดลาจริง โดย Siam Intelligence Unit หรือ SIU วันที่ 1 กันยายน 2553
แล้วลองอ่านข่าวนี้
สำนักงานแมนเดล่า ยืนยัน "ทักษิณ" เข้าพบจริง แต่เป็นการส่วนตัว ไม่มีการถ่ายภาพเป็นทางการ โดย มติชนออนไลน์ วันที่ 2 กันยายน 2553
เดจาวู!!! เดจาวูเห็น ๆ!!!
เครือมติชนเป็นสมาชิกชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ตามนี้
- ผนึกกำลังเว็บข่าวออนไลน์หนุนเคารพลิขสิทธิ์เผยแพร่
- ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์แจ้งสมาชิกจัดการเว็บ ละเมิดได้ทันที
- ตั้งชมรม"สื่อออนไลน์"รณรงค์เคารพลิขสิทธิ์ผู้ผลิตข่าว
ปรับปรุงล่าสุด 3 กันยายน: ตอนนี้ถ้าคลิกลิงก์ของมติชนจะเห็นว่ามีข่าวอยู่สองส่วน คือส่วนบนที่อ้างไทยรัฐ กับส่วนล่างที่ไม่ได้อ้างอะไร และก็เป็นส่วนล่างนี่เองที่มีตั้งแต่แรกและดูเหมือนลอก SIU มา ส่วนบนนั่นเพิ่งเพิ่มเข้ามาน่าจะวันที่ 3 นี่เอง
การใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคมช่วยการสืบสวนสอบสวน: ตัวอย่างจากสหรัฐฯ
ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาเราอาจจะได้เห็นความพยายามในการใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคม (Social Network) จากฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐมาบ้างพอสมควร ที่พบได้ทั่วไปคือการใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ ตัวอย่างเด่น ๆ ก็คงหนีไม่พ้นทั้งหน้าเฟซบุคและทวิตเตอร์ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือหน้าเฟซบุคของกระทรวงต่าง ๆ
และด้วยความ "ตื่นตัว" ในการพยายามควบคุมข้อมูลออนไลน์ที่อาจถูกตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เว็บไซต์เครือข่ายสังคมก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้สื่อสารกับประชาชนให้ช่วย "เป็นหูเป็นตา" คอยช่วยแจ้งถึงแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์สำหรับรัฐบาล ซึ่งด้วยระยะแค่ไม่กี่ก้าวคลิก เราคงเห็นได้ชัดว่าวิธีนี้สะดวกสบายและรวดเร็วกว่าการตั้ง "สายด่วน" รับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์เหมือนในสมัยก่อนเป็นไหน ๆ
แต่นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารแล้ว ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะหลังไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องการเมืองหรือไม่ เว็บไซต์เครือข่ายสังคมเหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ (หรือใครก็ตาม) ที่สามารถสืบค้นข้อมูลตั้งแต่ความสัมพันธ์ ความสนใจร่วมกันระหว่างผู้ใช้กลุ่มหนึ่ง ๆ ไปจนถึงรายละเอียดที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้ ในกรณีที่ผู้ใช้ขาดความระมัดระวังในการควบคุมความเป็นส่วนตัว
อิเล็กทรอนิกส์ ฟรอนเทียร์ ฟาวเดชัน (Electronics Frontier Foundation - EFF) องค์กรรณรงค์ด้านเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตจากสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่เอกสารหลายฉบับจากหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกระทรวงการยุติธรรม ที่ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุคและมายสเปซ มาช่วยในการสืบสวนสอบสวน ด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งที่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกตั้งคำถามได้
จากการศึกษาโดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่สืบสวนทางอินเทอร์เน็ตสามารถระบุข้อมูลที่ "น่าสังเกต" หรือข้อมูลที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น หลักฐานการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเกณฑ์อายุ หรือแนวคิดทางการเมืองที่สุดโต่ง จากคนจำนวนถึง 53% ของกลุ่มตัวอย่าง 349 คน ด้วยเพียงค้นหาจากชื่อ ที่อยู่ วันเกิด และเลขประกันสังคมเท่านั้น
หรือแค่เพียงจากข้อมูลในมายสเปซที่ถูกตั้งค่าให้เปิดเผยสู่สาธารณะ เจ้าหน้าที่สามารถพบข้อมูลที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจากผู้ใช้ถึง 48% ของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ส่วนมากถูกพบในกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 18 - 24 ปี
สำหรับเครือข่าย หรือความสัมพันธ์กันระหว่างผู้ใช้ มีเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาสามารถระบุที่อยู่ของผู้ต้องสงสัยจากเพื่อน ๆ ในเครือข่าย และหน่วยปราบปรามฯ ยังมีการใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการสร้างแผนผังความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้มายสเปซและยูทูบ เพื่อระบุกลุ่มคนที่น่าจับตามอง
ในรายงานยังระบุถึงการใช้ซอฟต์แวร์ที่อาศัยช่องโหว่ของระบบในการดูภาพส่วนตัวของผู้ใช้มายสเปซ ซึ่งเป็นข้อกังขาว่าอาจเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งาน คำถามนี้ได้รับการยืนยันจากบันทึกภายในกระทรวงยุติธรรม ที่มีการตั้งคณะกรรมการเชิงนโยบายเพื่อตรวจสอบการใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์เครือข่ายสังคมของหน่วยต่าง ๆ เพื่อป้องกันการละเมิดข้อตกลงการใช้งาน หรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยเจ้าหน้าที่
นอกจากการดึงข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์หรือการค้นหาทั่วไปแล้ว มีรายงานจากสำนักงานสอบสวนกลางหรือ FBI ที่เอ่ยถึงการสร้างบัญชีผู้ใช้ทั่วไปโดยเจ้าหน้าที่ เพื่อแทรกซึมไปหาข้อมูลในเครือข่าย และในนโยบายการใช้อินเทอร์เน็ตของหน่วยสืบราชการลับ มีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ไม่ทิ้ง "ร่องรอยอิเล็กทรอนิกส์" และใช้ "บัญชีผู้ใช้นิรนามจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต"
จากตัวอย่างข้างต้น เราคงจะจินตนาการได้ไม่ยากถึงความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะมีความพยายามที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่ได้กระทำความผิด เราก็ควรจะมีความเข้าใจในการปกป้องข้อมูลที่ตั้งใจให้เป็นส่วนตัว เราอาจจะเริ่มต้นอย่างง่าย ๆ ด้วยการตรวจสอบค่าความเป็นส่วนตัวในเฟซบุคให้เป็นแบบที่เราต้องการ สำหรับเทคนิคอื่น ๆ ในการรักษาความเป็นส่วนตัวนั้น ผู้เขียนจะทยอยนำมาเผยแพร่ต่อไป
ผู้อ่านสามารถค้นหาเอกสารที่ถูกอ้างถึงได้จากข่าวของ EFF หรือหน้าพิเศษสำหรับติดตามการเฝ้าระวังเว็บไซต์เครือข่ายสังคมโดย EFF เช่นกัน
พระเจ้าปายาสิผู้ไม่เชื่อในโลกหน้า
คลิกโน่นนี่ในยูทูบแล้วก็หลงไปดู จอร์จ คาร์ลิน อยู่ตั้งนาน ก็ให้นึกสงสัยว่าไม่ยักกะเคยได้ยินใครตั้งข้อโต้แย้งกับศาสนาพุทธบ้าง (ที่ไม่ใช่การวิจารณ์พระ หรือสภาพศาสนาที่เราเรียกกันว่าศาสนาพุทธในปัจจุบัน)
ค้น ๆ ดูก็พบว่ามีเรื่องของคนที่ไม่เชื่อเรื่องกรรมในพระไตรปิฎกด้วย เขาคือพระเจ้าปายาสิ แห่งเสตัพยนคร เรื่องราวอยู่ในปายาสิราชัญญสูตร พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 2 พระไตรปิฎกเล่มที่ 10
ในเรื่องมีการโต้แย้งระหว่างพระเจ้าปายาสิกับพระกุมารกัสสปะ ซึ่งก็แน่นอนตามสูตรว่าสุดท้ายแล้วพระเจ้าปายาสิก็เกิดละทิ้ง "ทิฐิ" แล้วก็กลายเป็นสาวก
ที่ตลกก็คือตรงรายละเอียดในการโต้แย้งเรื่องโลกหน้ามีจริงหรือไม่ มันก็คล้าย ๆ กับเรื่องพระเจ้าในศาสนาคริสต์ คือกลายเป็นว่าเป็นภาระของฝ่ายที่ไม่เชื่อ ในที่นี้คือพระเจ้าปายาสิ ต้องพิสูจน์ว่าโลกหน้าไม่มีจริง ปัญหาก็คือมันไม่มีวิธีพิสูจน์ว่ามันไม่มีจริง
แล้วตรรกะก็ฝั่งพระกุมารกัสสปะก็มีแต่ยกเรื่องมาเปรียบเทียบ เช่น เราไม่รู้ว่าโลกหน้ามีจริงหรือไม่ก็เหมือนคนตาบอดมองไม่เห็นว่าสีต่าง ๆ มีจริงหรือไม่ หรือไม่ก็กำหนดกฎของฝั่งตัวเอง เช่น พระเจ้าปายาสิถามว่าทำไมไม่มีคนจากสวรรค์มาบอกบ้างเลยว่าทำดีแล้วได้ขึ้นสวรรค์ พระกุมารกัสสปะก็บอกว่าเวลาในสวรรค์ผ่านไปช้ากว่าบนโลกมาก
ลองอ่านเองได้ ทั้งแบบภาษาอังกฤษและภาษาไทย


