film
เล่าเรื่อง
ผมเพิ่งไปดู The Inglourious Basterds มาเมื่อวันอาทิตย์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนหนังจบก็คือ ตาแรนติโน่ ผู้กำกับและเขียนบท แม่งคิดได้ไงวะ ทั้งฉากโหด ๆ ในหนัง และบทเรื่องที่อลหม่านพินาศฉิบหายวายป่วงพลิกความคาดหมายแบบนั้น ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่จะสงสัยว่าคนที่คิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาได้นี่จะมีชีวิตประจำวันอย่างไร แน่นอนว่าถ้าคิดอย่างมีเหตุผลหน่อยมันก็โยงไม่ได้ตรง ๆ ขนาดนั้นว่าคนที่สร้างสรรค์ผลงานในอารมณ์หนึ่ง ๆ จะต้องเป็นคนที่จมอยู่กับอารมณ์นั้น ๆ หรือคุ้นเคยกับอารมณ์นั้น ๆ แต่มันก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในทางรสนิยมบ้างล่ะน่า
ผมเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องสั้น หรือนวนิยายขนาดสั้น เพราะรู้สึกว่ามันจบในตอน ได้รู้บทสรุปอย่างรวดเร็ว (แต่ก็เป็นแฟนตัวยงของนิยายยาว ๆ อย่างชุด The Lord of the Rings นะ) เพิ่งซื้อหนังสือรวมเรื่องสั้นของโดนั่ลด์ บาร์เธลมี่ มาอ่าน แต่ละเรื่อง (ความยาวไม่กี่หน้า) ก็ค่อนข้างหลุดโลก ก็ชวนให้คิดว่าคนเขียนเขาคิดอะไรอยู่ถึงเขียนมันออกมาได้
คนที่ชอบอ่านเรื่องสั้น (จริง ๆ ไม่ต้องเรื่องสั้นหรอก แค่ชอบอ่าน) ก็คงอยากจะเขียนเรื่องของตัวเองบ้าง ผมเองก็ด้วย ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม คงเป็นอารมณ์หนึ่งของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ที่ต้องการสื่อสารความคิดของตนเองกับคนอื่น ๆ ผ่านช่องทางที่ชอบ (แล้วก็เห็นคนรู้จักเขียน แล้วชอบ อยากเขียนบ้าง) แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่แน่ใจนักว่าคนที่อ่าน (หรือถูกยัดเยียดให้อ่าน) จะโยงเรื่องสั้นที่เขียน กับตัวผมหรือเปล่า (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ) ทั้ง ๆ ที่มันอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่คิดจริง ๆ แต่เป็นการพยายามคิด หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดจริง ๆ ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ ใจหนึ่งก็อยากเขียน อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้คนอ่านโยงสิ่งที่เขียนกับตัวจริงของคนเขียน (ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโยง)
Once Upon a Time in Bangkok
งานเยอะ แวะมาบันทึกสั้น ๆ
เมื่อวันเสาร์ (4 เม.ย.) แวะไปดูงานหนังสั้น 17 เรื่อง (หรือ 14 วะ) ที่หอศิลป์ ชื่องาน Once Upon a Time in Bangkok จัดโดย Bioscope (อารมณ์ Paris, je t'aime)
หัวข้อคือ "ถ้ารัฐบาลย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปนนทบุรี" แล้วก็ใช้วิธีส่งต่อบท คือคนแรกเริ่มทำอย่างนี้ คนต่อมาก็เอาบทไปเขียนต่อ เหมือนกับเขียนเรื่องต่อกัน
โดยรวมก็น่าประทับใจอีกแล้ว มีบางเรื่องที่งงไปหน่อย และบางเรื่องที่เลี่ยนไปหน่อย sound check โคตรฮา เป็นคุณตาคุณยายออกมายืน คุณตาบอกว่า "ผมชอบซ้อมเมียผม" (ขึ้น subtitle ว่า "I'm a wife beater.") แล้วก็ทำท่าตีเข่า ฟาดสันมือ ดัง ป้ากกก ป้ากกกก
ชอบมากอีกอย่างที่ทำ subtitle ทุกเรื่อง ถ้าตรวจไวยากรณ์ให้เนี้ยบจะสุดยอดมาก ๆ
จบ
ปล. ประทับใจคุณทองย้อย กั่ก ๆ
20th Century Boys the Movie 2
เมื่อคืนไปดู 20th Century Boys ภาค 2 ที่เมเจ้อร์รัชโยธิน ด้วยความกรุณาของ kapook.com อีกคำรบหนึ่ง (ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ)

ภาคแรกว่ามันส์มากแล้ว ภาคสองนี้มันส์ยิ่งขึ้นอีก! ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น และโปรดักชั่นที่อลังการ อยากเห็นตัวละครตัวไหน เขาก็โผล่มาให้เห็น แบบหลุดมาจากในหนังสือการ์ตูน (ดูบาทหลวงเป็นตัวอย่าง หามาได้ไงฟะหน้าตาอย่างนั้น)
สิ่งที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ภาษาไทย! ใช่แล้ว ถ้าอ่านการ์ตูนต้นฉบับ จะพบว่าคนไทยมีบทสำคัญในเรื่องกับเขาด้วย คือ ชัยพร หัวหน้าแก๊งมาเฟียในชินจูกุ พาลให้ คันนะ และ โอตโจะ ต้องพูดไทยไปด้วย! เยี่ยมไปเลย อีตาลุงชัยพรนี่ก็ขโมยซีนใช่ย่อย เพราะเสียงพากย์แอบฮา
ส่วนซับไตเติ้ลก็คงมาตรฐานเดิม คือฮา! มีทั้ง "แจ็คกับโรส" หรือ "ขอซับไตเติ้ลหน่อย!"
ตัวละครใหม่ที่โผล่มาคือ เคียวโกะ เพื่อนร่วมชั้นของ คันนะ นี่ก็อีกหนึ่งตัวขโมยซีน เพราะน่ารักกว่าในการ์ตูน (แต่การแสดงออกทางสีหน้าเหมือนในการ์ตูนเด๊ะ ๆ)
อย่างนี้ไม่ดูไม่ได้แล้ว!
third class cinema : wild at heart
ไปดูงานนี้มา ที่ห้องสมุดวิลเลี่ยม วอร์เรน

ไปไม่ทันดูเรื่องแรก คือ The Unreasonable Man
ต่อมา ประทวย กับ มึงฆ่าแฟนกู มันส์+ฮามาก ยิง/ฟันกันเลือดสาด (ราดน้ำแดงให้เห็นกันจะจะเลย มีเอาขวดน้ำแดงมาจิบ แล้วพ่นพรวดต่อหน้าเลย ฮ่า ๆ)
ต่อมา คนตัดหญ้า 4 ค่อนข้างงง ขำนิดหน่อย ทีมผู้กำกับบอกว่าจะมี 9 ภาค
ปิดท้ายด้วย The Chronicles of Mad Mad Man โคตรดิบ (ขอโทษที่หยาบคาย แต่ต้องบอกว่า ดิบสัด) แต่ภาพสวย ถ่ายฉากไล่ล่าแบบทุนต่ำได้ดีมาก
แต่น่าประทับใจมาก ขอขอบคุณไบโอสโขพ
The Baader Meinhof Complex
The Baader Meinhof Complex เป็นเรื่องราวของกลุ่มหัวรุนแรงในเยอรมนีชื่อ Red Army Faction หรือ Rote Armee Fraktion (โรเท่อ อาเม ฟราคซิโอน) ที่รวมตัวกันในช่วงสงครามเวียดนาม เพื่อต่อต้านอเมริกาและทุนนิยม

หนังมันส์มาก เป็นเรื่องจริงที่ไม่น่าเชื่ออีกเรื่อง หลังจากดูหนังแล้วมาตามอ่านประวัติศาสตร์ดูพบว่าแทบไม่มีการดัดแปลงเลย เป็นกลุ่มที่โลดโผน บ้าบิ่นมาก ดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าประเทศเยอรมนีจะเคยมีการก่อการร้ายระดับนี้เกิดขึ้น
ดูเรื่องนี้จบแล้วก็ไปดู Munich ต่อได้เลย ช่วงเวลาในเรื่องมันต่อกันพอดี (Munich เป็นเรื่องเกี่ยวกับการก่อการร้ายสังหารนักกีฬาอิสราเอลโดยกลุ่มหัวรุนแรงอาหรับ ในกีฬาโอลิมปิคที่เยอรมนี)
ข้อเสียของ TBMC นี้มีอย่างเดียวคือ บางทีอารมณ์มันเหมือนจะจบ แต่ก็ยังไม่จบสักที จำได้ว่ารู้สึกว่าหนังจะจบ 2 รอบ ก่อนจะจบจริง ที่เหลือชอบมาก ฮาด้วย
The Class
หนึ่งในสัจธรรมของโลกนี้ก็คือ หนังดี ๆ มักเข้าฉายช่วงใกล้สอบ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร วันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมาเลยดูหนังไป 3 เรื่อง ได้แก่ The Class, The Baader Meinhof Complex และ The Reader (ทำไมมีแต่เดอะเดอะ)
เริ่มที่วันศุกร์ เห็นข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่อง The Class (Entre les murs) และอยากดูมานานแล้ว เลยถ่อไปดูถึง House RCA พ่วงด้วย The Baader Meinhof Complex อีกเรื่อง เอาให้คุ้ม เพราะการเดินทางไป House นั้น ถ้าไม่นานก็จะแพง (ที่ไปมานี่ค่าเดินทางไปกลับเท่ากับค่าตั๋ว 2 เรื่อง)
ข้างล่างนี่เปิดเผยเนื้อเรื่องของหนังแน่ ๆ แต่คิดว่าไม่ได้ส่งผลต่ออรรถรสในการชมเท่าไรนัก ไม่เหมือนกับสปอยเล่อร์หนังเรื่องอื่น ๆ

Valkyrie
ดูเหมือนว่าเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 จะถูกขุดขึ้นมาเล่าขานได้ไม่รู้จบ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะผมรู้สึกว่าช่วงเวลานั้นมันมีความพิเศษอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนะ สงครามเนี่ย แต่ชอบบรรยากาศที่ชีวิตดูมีค่าในทุกขณะ รู้สึกว่ามันโรแมนติคมาก เอาเป็นว่าชอบหนังธีมนี้เป็นพิเศษละกัน
เรื่องล่าสุดที่ไปดูมา (เมื่อคืนนี้เอง) คือ วัลคีรี่ (Valkyrie) นำแสดงโดย ทอม ครูส กำกับโดย ไบรอั้น ซิงเก้อร์ (จาก เดอะ ยูช่วล ซัสเพคท์ และ เอ็กซ์-เม็น)

[ข้างล่างนี่ไม่รู้ว่าสปอยล์หรือเปล่า แต่หนังเรื่องนี้ก็สร้างมาจากเรื่องจริงนะ]
ปฏิบัติการวัลคีรี่ หรือ โอเปอราทซิโอน วัลเคือเร่อ (Operation Walküre) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลอบสังหารฮิทเล่อร์และทำรัฐประหารรัฐบาลนาซีเยอรมัน หรือที่เรียกกันทั่วไป (ทั่วไปที่ไหนฟะ) ว่า แผนลอบสังหารวันที่ 20 กรกฎาคม 1944 หรือ อัทเทนทาท ฟอม ซวานซิก ยูลี่ นอยเซนเฟียร์อุนด์เฟียร์ซิก (Attentat vom 20. Juli 1944) โดยแผนการคร่าว ๆ คือลอบสังหารฮิทเล่อร์ซะ แล้วใส่ความว่าหน่วยเอสเอส หรือ ชูทซ์ชทาฟเฟล (Schutzstaffel) หรือกองกำลังป้องกันฮิทเล่อร์ เป็นผู้ก่อกบฏ เพื่อเรียกใช้ปฏิบัติการวัลคีรี่ ที่จะเป็นการสั่งให้กำลังสำรองออกควบคุมการจลาจล แล้วอาศัยช่วงชุลมุนตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่
หนังนั้นเล่าเรื่องตามประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา (ซึ่งเรื่องในประวัติศาสตร์ก็น่าตื่นเต้นอย่างกับหนังอยู่แล้ว) ผู้ที่เป็นจักรสำคัญของแผนนี้คือ พันเอกเคล้าส์ ฟอน สท็อฟเฟ่นแบร์ก (แสดงโดยครูส) แต่แผนจะดำเนินการไปอย่างไร ก็ต้องลองไปดูหนังเอง หรือจะหาอ่านจากวิกิพีเดี่ยก็ได้ (ไม่แนะนำให้อ่านประวัติศาสตร์ไปก่อน เดี๋ยวไม่ลุ้น)
พูดถึงตัวหนังบ้าง โดยรวมคิดว่ามันอยู่ในระดับ "ก็ดี" คือไม่เสียดายเงิน แต่ก็ไม่ได้ประทับใจมากมาย เพราะว่าครึ่งแรกนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ เป็นพวกการเล่าปูพื้นแผนการนี้ และฉากซึ้ง ๆ ตามประสาหนังสงคราม (ประมาณว่าจ้องหน้ากันแต่ไม่พูดอะไร มีเยอะมาก) แต่พอเริ่มปฏิบัติการแล้วนี่สิถึงเริ่มมันส์ ลุ้นกันแทบหยุดหายใจ สิ่งที่ยอดเยี่ยมอีกอย่างคือพวกฉาก ยิ่งใหญ่อลังการมาก (ชอบฉากหน้ากองบัญชาการหน่วยเอสเอสมาก) สิ่งที่น่าเสียดายคือหนังพูดภาษาอังกฤษ คือโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าภาษาเยอรมันฟังดูดุดันกว่า ห้วนกว่า
ส่วนเรื่องนักแสดง ก็เป็นระดับแนวหน้าทั้งนั้น ที่น่าสนใจคือหาคนมาแสดงได้เหมือนตัวจริงเกือบทุกคน (จาก imdb.com : ทอม ครูสสนใจบทนี้หลังจากเห็นว่าสทอฟเฟ่นแบร์กหน้าเหมือนเขาขนาดไหน) ตัวละครอื่น ๆ ก็เช่นกัน หลังดูหนังลองมาดูรูปในวิกิพีเดี่ยนะ มีนักแสดงหลายคนที่เคยแสดงในหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องอื่น ๆ มาก่อนเช่น หนังจากเนเธ่อร์แลนด์เรื่อง ซฟาร์ทบุค (Zwartboek - Black Book) หรือ แดร์ อุนเท่อร์กัง (Der Untergang - The Downfall เรื่องนี้ไม่เคยดู)
สรุปแล้ว ไปดูก็ไม่เสียดายเงิน
20th Century Boys the Movie
เพิ่งกลับมาจากดู 20th Century Boys ฉบับภาพยนตร์ ที่เมเจอร์รัชโยธิน ตะกี้นี่เอง
บอกได้ว่า โคตรประทับใจ ครับ คือตั้งแต่เห็นโปสเต้อร์ แหมทำไมหาคนแสดงมาได้เหมือนจังวะ พอดูในหนังนี่ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่ ทั้งตัวละครตอนเด็กและผู้ใหญ่ อย่างกับหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูน
สำหรับเนื้อเรื่อง ฉบับภาพยนตร์ผมว่าทำได้เข้าใจง่ายดีครับ ในการ์ตูนจะตัดไปตัดมาบ่อย ๆ แต่ในหนังนี่จะเน้นที่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 มีนึกย้อนไปอดีตแบบแว้บ ๆ บ้าง
ฉากต่าง ๆ ในหนัง เหมือนหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนเลยทีเดียว บางฉากก็เติมเต็มจินตนาการผมได้อย่างดีเยี่ยม เช่นตอนจบ โคตรเจ๋ง
บางตอนของหนังทำอารมณ์ได้ดีมาก แต่บางครั้งความเป็นภาษาญี่ปุ่นก็ทำให้ผมไม่ซึ้งแฮะ คือบางทีมันฟังดูโวยวายไปหน่อย และอีกอย่างก็คือ บางตอนจะเอาฮากันถึงไหนครับ อารมณ์กำลังขรึม ๆ เครียด ๆ ขำก๊ากเลย
สรุป
- สำหรับแฟนการ์ตูน : ต้องดูครับ ฉากต่าง ๆ ทำออกมาได้เยี่ยม คนละอารมณ์กับในการ์ตูน (จะเบากว่า) แต่สนุกมากครับ พวกเพลงประกอบทำดีมาก
- สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน : ผมถามเพื่อนที่ไม่เคยอ่าน เขาก็บอกว่าดูเข้าใจ และสนุก เลยแนะนำว่าเป็นหนังทริลเลอร์ที่ไม่น่าพลาดอีกเรื่องหนึ่ง หรือถ้ารีบไปหามาอ่านตอนนี้ก็ไม่สายนะ 22 เล่มจบ สองวันก็อ่านจบแล้ว
สุดท้ายต้องขอขอบพระคุณมาก สำหรับ kapook.com สำหรับตั๋วหนังและเสื้อยืด โดยเฉพาะคุณ @iwhale และคุณ @oaddybeing ครับ วันนี้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ
อย่าลืมไปดูกันนะครับ เข้าโรงทั่วไปวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ไปดูแล้ว...
"มาเล่นกันเถอะ"
Beautiful Women Are Invisible
"Beautiful women are invisible; we're so dazzled by the outside that we never make it inside." - Elegy (2008)


