tewson's thoughtstream

ห้วงหนึ่งของความเกรียน

Primary links

  • home
  • films
  • free software
  • about

Recent Posts

  • ความบิดเบือนจากสำนวนแปลบางข่าวของมติชน
  • ใครบอกว่าอะไรที่ปรากฏอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วจะไม่หายไป
  • การ retweet อย่างฉลาด (ถ้าจะ retweet คุยกันให้ได้น่ะนะ!)
  • เสียงรบกวนจากงานเลี้ยงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
  • ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป

Tags in Tags

announcement bacc bangkok film lecture life poetry tcdc tech thought travel university
more tags

Stay Tuned

Subscribe

ลูกมือ

Submitted by tewson on Sun, 02/08/2009 - 17:33
  • intellect
  • life
  • thought
  • university

คุณคิดว่าเวลาสี่ปีสำหรับปริญญาตรีนี่มันเป็นอย่างไร หมายถึงว่า น้อยไป หรือมากไป ส่วนมากคงคิดว่าสี่ปีนี่นาน คงอยากรีบจบออกไปทำงานหรือเรียนต่อกันแย่แล้ว

สืบเนื่องจากผมเพิ่งผ่านการสอบกลางภาคไปหมาด ๆ และช่วงสอบก็โอดครวญเหมือนคนส่วนมากว่า อ่านไม่ทัน เวลาไม่พอ อะไรก็ว่ากันไป เมื่อพยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ที่เหลือก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่ในคาบ เมื่อคิดต่อไปว่าแล้วในคาบผมทำอะไร ก็พบว่ามัวแต่หลับ หรือไม่ก็ทำการบ้าน แล้วเวลาตอนกลางคืนหายไปไหนหมด ส่วนมากก็เอาไปนั่งอ่านบล็อก อ่านข่าวสาร เล่นทวิตเต้อร์ แล้วก็ทำงาน

สรุปก็คือ ทำไมมีเวลาไม่พอ

ถ้าตอบตามความคิดคนทั่วไปก็คงเป็นเพราะว่าผมจัดสรรเวลาได้ห่วยเอง จึงต้องเจอปัญหาลูกโซ่ คือต้องใช้เวลาที่ควรจะทำอะไรสักอย่าง ในการทำอะไรอีกสักอย่างที่ผ่านมาแล้ว อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสุดยอด คือต้องจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการเรียนให้เสร็จในช่วงก่อนสอบ ยิ่งในบางมหาวิทยาลัยจะชอบส่งเสริมนักว่าให้ทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน แค่เรียนนี่ก็จะแย่แล้ว!

แต่ด้วยความที่ไม่อยากโทษตัวเอง ผมขอหันไปโทษสังคมแทนก็แล้วกัน (ว่าเข้านั่น!)

ประเด็นก็คือ ทำไมคนเราต้องรีบเรียนให้จบมหาวิทยาลัยภายในสี่ปีด้วย ฟังดูเป็นคำถามงี่เง่า รีบเรียนให้จบก็เพื่อจะได้รีบไปทำงานหรือเรียนต่อใช่ไหมล่ะ แต่ผมก็ยังสงสัยว่า ทำไมเราจึงจะเริ่มทำงานหลังจากจบการศึกษาขั้นต่ำ (มัธยม) แล้วค่อยมาเรียนมหาวิทยาลัยหรือไม่เรียนแม่มเลยไม่ได้วะ ถ้ายึดตามสังคมสมัยนี้ แน่นอนว่าไม่มีปริญญาบัตรก็ยากนักที่จะได้งานทำ ซึ่งก็ย้อนถามได้ว่า เฮ้ย จะทำงานอะไรสักอย่างที่จะพอมีเงินเลี้ยงตัวเองและไปเที่ยวดูหนังได้บ้างเนี่ย มันไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้มั้ง!

ความคิดเห็นเกรียน ๆ ของผมก็คือ การเรียนปริญญาตรีเนี่ย ผมมองว่ามันน่าจะเป็นการเรียนเพื่อไปเรียนต่อ เรียนเพื่อไปพัฒนางานเชิงวิชาการ หมายความว่า มันมีวิชามากเกินไปสำหรับบางคนที่ต้องการจะเรียนเพียงเพื่อให้มีความรู้ไปทำงาน ที่จริงแนวทางการศึกษาแบบที่เรียนเพื่อไปทำงานมันก็มี ที่เรียกกันว่าสายอาชีพ แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมคน (อย่างน้อยก็ในกลุ่มเพื่อนที่ผมรู้จักล่ะ) ถึงไม่นิยมไปเรียนสายอาชีพกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ดูเป็นระบบที่เข้าท่า คือ เรียนเพื่อไปทำงาน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่มหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตลาดแรงงาน (โอว ยาว ๆ เท่ดี)

ผมนึกภาพคนจบมัธยมมาตอนอายุสิบแปด เรียนสายอาชีพเพื่อเป็นนักพัฒนาซอฟท์แวร์อยู่สักปีครึ่งหรือสองปี แล้วก็สอบเอาใบประกอบวิชาชีพหรือวัดมาตรฐานอะไรก็ว่าไป (หรือไม่ก็ไปสอบแม่มเลยหลังจบมัธยม ถ้าเซียนมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นน่ะนะ) แล้วก็ไปสมัครงาน ทำงานสัปดาห์ละสี่สิบชั่วโมง แล้วก็เอาเวลาอีกสัปดาห์ละสิบห้าชั่วโมงไปเรียนเพิ่ม ยกระดับทางสายอาชีพของตัวเองเพื่อจะได้เลื่อนตำแหน่ง หรือจะไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ อะไรก็ว่าไป ไอ้หมอนี่ก็น่าจะดูแลตัวเองได้ตั้งแต่อายุยี่สิบ (แต่มันก็ยังอุดมคติมาก ๆ น่ะนะ ไม่รู้มันจะหางานทำได้ไหม) แล้วก็ไม่ต้องมาเรียนเยอะแยะ สอบครั้งนึกห้าหกวิชาอย่างนี้

เออ แต่ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นได้ ไอ้หมอนี่ก็ต้องรู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไรตั้งแต่อายุสักสิบหกสิบเจ็ดใช่ไหม ผมไปได้ความคิดมาจากหนังสือ Hackers and Painters มาอย่างหนึ่ง นั่นคือระบบ "ลูกมือ" (ฝรั่งใช้คำว่า apprenticeship มั้ง คนเขียนยกตัวอย่างยุคโรมัน) คือสนับสนุนให้วัยสะรุ่นช่วงสิบหกสิบเจ็ดเนี่ย ไปลองทำงานต่าง ๆ จะได้เห็นอนาคตตัวเอง จะได้ตัดสินใจได้ว่าหลังจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วเนี่ย จะไปสายไหน จะเรียนต่อนิดหนึ่งแล้วไปเป็นพนักงาน หรือเปิดกิจการของตัวเองเลย หรือว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ไปเป็นอาจารย์ ข้าราชการ นักวิจัย อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทต่าง ๆ ผู้ประกอบการ หรือศูนย์วิจัย ให้ใจดีรับไอ้เด็กพวกนี้เข้าไปลองงานหน่อย

พอมาเทียบกับประเทศไทยแล้ว เฮ้ย อายุสิบแปดแล้วมันยังต้องไปเรียนพิเศษอยู่เลย แล้วไหนจะเรื่องครอบครัว อันนี้ผมก็ว่าแปลก คือเราถูกสอนมาให้แบ่งเบาภาระพ่อแม่ด้วยการประหยัด อดออม บลาบลาบลา แต่ไม่ใช่ด้วยการดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง พูดง่าย ๆ คือ ให้พ่อแม่เลี้ยงจนจบมหาวิทยาลัยนั่นล่ะ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็นในกลุ่มเพื่อนน่ะนะ) แล้วก็ไม่แน่ใจเรื่องค่านิยมในการเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกันว่าทำไมมันคล้าย ๆ จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับการมีงานทำไปเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะมหาวิทยาลัยเป็นที่นิยม สายอาชีพจึงดูด้อยลงไป หรือเพราะว่าสายอาชีพด้อยลงไปก่อน มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นที่นิยมขึ้นมาน่ะนะ

ไป ๆ มา ๆ รู้สึกว่าจะนอกเรื่อง ขอวกกลับมาที่ในมหาวิทยาลัย ก็คล้าย ๆ กับที่เอ่ยไปแล้วข้างบนว่า การจะมีงานทำ (โดยส่วนมาก) มันไม่น่าจะต้องถึงกับจบปริญญาตรีเลยนะ คือถ้าได้เรียนมหาวิทยาลัยไป ทำงานไปด้วย แบบเรียนแค่สัปดาห์ละยี่สิบชั่วโมง ทำงานอีกยี่สิบชั่วโมง คงสนุกดี เรียนกันสักห้าหกปีก็ไม่เสียหาย

คือผมเห็นคนบ่น ๆ กันว่าวัยรุ่นไร้สาระ วัน ๆ เอาแต่กดไฮไฟ้ฟ์ (ผมก็ฟังเขามาอีกต่อหนึ่งน่ะนะ) เนี่ย ถ้ามันต้องหาเงินเองมันก็คงไม่มานั่งเม้นท์กันหรอก ถ้าอยากเห็นประชากรรุ่นใหม่มีวุฒิภาวะมากกว่านี้ก็ช่วยกันสนับสนุนให้พวกเขาได้มีโอกาสรับผิดชอบชีวิตตัวเองด้วยการทำงานนะครับ

เห็นที่ประกาศในหนังสือพิมพ์เค

Submitted by bact' (not verified) on Sun, 02/08/2009 - 17:43.

เห็นที่ประกาศในหนังสือพิมพ์เค้ารับแต่คนมีประสบการณ์อ่ะ ไม่รับเด็กฝึกงาน

มี BK Magazine นี่แหละ ที่รับเด็กฝึกงานเยอะ (ไม่รู้จ่ายตังค์เท่าไหร่ :p) ซึ่งเราว่าเข้าท่า

apprenticeship ในยุโรปมันมี โรงเรียน/มหาลัยสายอาชีพในยุโรปมันมี
แต่ก็อาจจะร่อแร่ใกล้ตายแล้วก็ได้ ตั้งแต่มี Bologna process 'ปฏิรูปการศึกษา' ในยุโรป
ปรับวุฒิปรับหน่วยกิตให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พยายามไล่นักศึกษาให้จบเร็ว ๆ

ที่ biolawcom.de ว่าไว้ ในกรณีเยอรมนี ก็น่าสนใจ http://is.gd/1YSl9

  • reply

ในประเทศไทย เอง

Submitted by bact' (not verified) on Sun, 02/08/2009 - 17:45.

ในประเทศไทย เอง apprenticeship เมื่อก่อนมันก็มีเยอะนะ ถ้าดูในหนังในนิยาย ที่เขาว่าต้องไปหาบน้ำหาบของ ถูบ้าน ให้อาจารย์ ก่อนจะได้เรียน ครูพักลักจำอะไรก็ว่าไป ... แต่มันดูกดขี่ ๆ นิดนึง :p ... แต่มันก็อาจจะเวิร์กในบริบทไทยมั้ง ข้าวครูเขาก็คงแบ่งให้กิน ไม่ต้องไปวุ่นวายหางานทำที่อื่น ก็ทำงานให้ครูแทน แล้วก็เรียนไปด้วย

  • reply

อาจจะยังมีอยู่ตามการแสดงที่ต้

Submitted by wiennat (not verified) on Sun, 02/08/2009 - 17:49.

อาจจะยังมีอยู่ตามการแสดงที่ต้องไปเป็นกลุ่มอย่างพวกงิ้ว ลิเก โขน ปี่พาทย์ อะไรทำนองนี้?

ผมเข้าใจว่าการเข้าไปทำงานกับบริษัทในช่วงแรกของการทำงานก็นับเป็นการฝึกวิชาเหมือนกันนะ แค่เราไม่ได้เรียนในโรงเรียน/มหาลัยไปด้วยแค่นั้น

  • reply

อ่าใช่ครับ

Submitted by tewson on Sun, 02/08/2009 - 17:53.

อ่าใช่ครับ แต่จะเข้าไปทำงานกับบริษัทได้ เขาก็อยากได้คนที่จบปริญญาตรีแล้วทั้งนั้น ที่คาดหวังคือ ทำงานไป เรียนไป

  • reply

จริงแฮะ

Submitted by eig (not verified) on Mon, 03/08/2009 - 10:28.

จริงแฮะ เพราะโครงสร้างของขั้นตอนการศึกษามันชิว เราก็เลยชิว

  • reply

อย่างเรื่อง apprenticeship

Submitted by tspp (not verified) on Sun, 09/08/2009 - 02:22.

อย่างเรื่อง apprenticeship นี่ ผมว่ามันเห็นชัดมากจากการฝึกงานนะ ผมเริ่มทำอะไรเป็นหลายๆอย่างผ่านจากการฝึกงาน ประโยชน์ของมัน ถึงขั้นเพื่อนผมบางคนแอบบ่นเลยว่าให้เรียนสองปี อีกสองปีส่งไปฝึกงานเลยดีกว่า

หรือลองให้มหาลัยแปรรูปเป็นบริษัท รับงานเป็นเอกชน แล้วให้นักศึกษาเป็นพนักงาน โดยให้ค่าตอบแทนเป็นการเรียนฟรีไปเลยมั้ยดีล่ะ?

  • reply

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

Recent comments

  • เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมเจออย
    1 week 2 days ago
  • good observation! BTW, even
    1 week 5 days ago
  • ตรงนอกเรื่องบรรทัดสุดท้ายนั่น
    1 week 5 days ago
  • นสพ.ไทยเคยแปลข่าวถูกด้วยเหรอ
    1 week 6 days ago
  • Thanks for this. I spent 2
    1 week 6 days ago
more
Powered by Drupal, an open source content management system

Creative Commons License

This work by http://tewson.com is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial-Share Alike 3.0 Unported License.
RoopleTheme