<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>thought</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/category/tags/thought"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://tewson.com/taxonomy/term/75/atom/feed"/>
  <id>http://tewson.com/taxonomy/term/75/atom/feed</id>
  <updated>2009-06-28T23:42:58+07:00</updated>
  <entry>
    <title>Mobile Activism</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/mobile-activism" />
    <id>http://tewson.com/content/mobile-activism</id>
    <published>2009-09-10T01:28:34+07:00</published>
    <updated>2009-09-10T01:28:34+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="activism" />
    <category term="intellect" />
    <category term="mobile phone" />
    <category term="tech" />
    <category term="thought" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมกำลังสนใจเป็นพิเศษในการอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (หลังจากนี้ขอเรียกย่อ ๆ ว่ามือถือ) ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือการเมือง</p>
<p>เคยอ่าน<a href="http://www.techsoup.org/learningcenter/hardware/page7216.cfm">บทความ</a> เขาบอกว่า คนในพื้นที่ที่พัฒนาแล้วจะรับรู้ข่าวสารผ่านสามจอ คือ คอมพิวเต้อร์ โทรทัศน์ และมือถือ พวกที่ห่างไกลออกมาหน่อยก็สองจอ (ตัดคอมพิวเต้อร์ออก) และที่ห่างไกลที่สุดก็เหลือจอเดียว คือมือถือ</p>
<p>ในประเทศกาน่า จำนวนคนใช้มือถือมีมากถึง 39 ใน 40 ของคนที่มีโทรศัพท์ทั้งหมด ในประเทศแทนซาเนีย ประชาชนร้อยละ 97 สามารถหามือถือใช้ได้ (อาจจะของเพื่อน ของญาติ) ความ "เข้าถึง" ของมือถือที่มากขนาดนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะการเดินสายโทรศัพท์บ้านนั้นต้นทุนสูงกว่ามาก และความ "เข้าถึง" ของมือถือนี้เอง (แม้ว่าจะเป็นรุ่นห่วย ๆ ก็ตาม) เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีประโยชน์มากในการรณรงค์ หรือทำกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ</p>
<p>หมัดเด็ดของมือถือก็คือ มันใช้แทนอินเทอร์เน็ตได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึงแล้ว มือถือนี่โคตรสำคัญในการเป็นตัวกลางไปหาอินเทอร์เน็ต หรือไปหาโลกนั่นเอง</p>
<p>ผมเคยเขียนถึงเรื่อง<a href="/node/119">ระบบสืบค้นข้อมูลผ่าน SMS ในประเทศอูกันด้า</a> (หรือว่ามันอ่านว่า ยูกันด้า ฟะ) ไปแล้วหนหนึ่ง เพิ่งไปเจอ <a href="http://questionbox.org/">Question Box</a> ที่เจ๋งพอกันอยู่ในประเทศอินเดีย หลักการก็ง่าย ๆ คือ เอามือถือใส่กล่องที่ติดแผงโซล่าร์เซลล์ ไปตั้งไว้ ที่กล่องก็จะมีปุ่มกดให้พูด เมื่อกดแล้วมันก็จะต่อสายไปหาเจ้าหน้าที่ ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ แล้วอยากจะถามอะไรก็ถาม ความเท่มันอยู่ที่ว่า กล่องนี้ติดตั้งง่ายมาก ขอแค่มีแสงอาทิตย์ก็ไม่ต้องทำอะไรอีก แค่นี้ก็สามารถกระจายโอกาสในการ "เข้าถึงข้อมูล" ไปได้มาก (และแน่นอน กลุ่มที่ทำ Question Box นี้ก็ให้บริการถามตอบทาง SMS ด้วย)</p>
<p>ยุคนี้แล้วมือถือที่รับส่ง SMS ได้ก็น่าจะมีราคาถูกพอที่ใคร ๆ ก็ซื้อได้แล้ว นี่เป็นเรื่องที่ดีมากเพราะเรายังสามารถใช้ประโยชน์จาก SMS ได้เยอะ ข้อมูลมันก็จัดการง่าย เพราะเป็นแค่ข้อความ มีซอฟท์แวร์หลายตัวที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นระบบรวบรวม SMS คือนึกภาพว่าเราตั้งกลุ่มเฉพาะกิจขึ้นมา คนกลางมีแค่แล็พท็อพเครื่องนึงที่ติดตั้งซอฟท์แวร์นี้ และเชื่อมต่อกับมือถือเครื่องนึง คนที่เหลือที่มีมือถือก็สามารถส่ง SMS มาหาคนกลาง เพื่อรายงาน/เก็บข้อมูล/สำรวจอะไรบางอย่าง เช่น ติดตามการทุจริตในการเลือกตั้ง รายงานภัยพิบัติ อะไรพวกนี้ ข้อความทั้งหมดก็จะถูกเก็บลงแล็พท็อพเอาไว้วิเคราะห์ต่อไป หรือจะส่งต่อไปกระจายเก็บไว้หลาย ๆ ที่ หรือส่งต่อไปสู่อินเทอร์เน็ตก็ย่อมได้ ตัวอย่างของซอฟท์แวร์ประเภทนี้ก็คือ <a href="http://www.frontlinesms.com">FrontlineSMS</a> หรือ <a href="http://developmentseed.org/blog/2009/aug/14/slingshotsms-alpha-code-released-lightweight-sms-gateway-stick">SlingshotSMS</a></p>
<p><a href="http://mobileactive.org/when-radio-meets-mobile-pakistan">ในประเทศปากีสถาน</a> มือถือแทบทุกเครื่องสามารถรับคลื่นวิทยุได้ และคนก็นิยมฟังวิทยุ ทำให้การกระจายข่าวสารเกี่ยวกับเหตุรุนแรงเป็นไปได้โดยง่าย</p>
<p>นอกจากของ "โลวเทค" อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ของ "ไฮเทค" ใหม่ ๆ อย่างพวก บริการตามพื้นที่ (ติดตามจาก GPS) หรือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Augmented_reality">Augmented Reality</a> (ลองดู <a href="http://layar.com">Layar</a> ได้) ก็ยิ่งช่วยเรื่องพวกนี้ได้อย่างพิสดารพันลึก</p>
<p>ถ้าสนใจเรื่องพรรค์นี้ ขอแนะนำให้อ่านเว็บเหล่านี้</p>
<ul>
<li><a href="http://www.techsoup.org/learningcenter/hardware/page7216.cfm">Mobile Phones and Social Activism</a></li>
<li><a href="http://mobileactive.org">MobileActive.org</a></li>
<li><a href="http://developmentseed.org">Development Seed</a></li>
<li><a href="http://appfrica.net">Appfrica</a></li>
</ul>
<p>หรือถ้าใครมีแหล่งอื่น ๆ ก็มาแบ่งกันอ่านนะครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมกำลังสนใจเป็นพิเศษในการอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (หลังจากนี้ขอเรียกย่อ ๆ ว่ามือถือ) ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือการเมือง</p>
<p>เคยอ่าน<a href="http://www.techsoup.org/learningcenter/hardware/page7216.cfm">บทความ</a> เขาบอกว่า คนในพื้นที่ที่พัฒนาแล้วจะรับรู้ข่าวสารผ่านสามจอ คือ คอมพิวเต้อร์ โทรทัศน์ และมือถือ พวกที่ห่างไกลออกมาหน่อยก็สองจอ (ตัดคอมพิวเต้อร์ออก) และที่ห่างไกลที่สุดก็เหลือจอเดียว คือมือถือ</p>
<p>ในประเทศกาน่า จำนวนคนใช้มือถือมีมากถึง 39 ใน 40 ของคนที่มีโทรศัพท์ทั้งหมด ในประเทศแทนซาเนีย ประชาชนร้อยละ 97 สามารถหามือถือใช้ได้ (อาจจะของเพื่อน ของญาติ) ความ "เข้าถึง" ของมือถือที่มากขนาดนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะการเดินสายโทรศัพท์บ้านนั้นต้นทุนสูงกว่ามาก และความ "เข้าถึง" ของมือถือนี้เอง (แม้ว่าจะเป็นรุ่นห่วย ๆ ก็ตาม) เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีประโยชน์มากในการรณรงค์ หรือทำกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ</p>
<p>หมัดเด็ดของมือถือก็คือ มันใช้แทนอินเทอร์เน็ตได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึงแล้ว มือถือนี่โคตรสำคัญในการเป็นตัวกลางไปหาอินเทอร์เน็ต หรือไปหาโลกนั่นเอง</p>
<p>ผมเคยเขียนถึงเรื่อง<a href="/node/119">ระบบสืบค้นข้อมูลผ่าน SMS ในประเทศอูกันด้า</a> (หรือว่ามันอ่านว่า ยูกันด้า ฟะ) ไปแล้วหนหนึ่ง เพิ่งไปเจอ <a href="http://questionbox.org/">Question Box</a> ที่เจ๋งพอกันอยู่ในประเทศอินเดีย หลักการก็ง่าย ๆ คือ เอามือถือใส่กล่องที่ติดแผงโซล่าร์เซลล์ ไปตั้งไว้ ที่กล่องก็จะมีปุ่มกดให้พูด เมื่อกดแล้วมันก็จะต่อสายไปหาเจ้าหน้าที่ ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ แล้วอยากจะถามอะไรก็ถาม ความเท่มันอยู่ที่ว่า กล่องนี้ติดตั้งง่ายมาก ขอแค่มีแสงอาทิตย์ก็ไม่ต้องทำอะไรอีก แค่นี้ก็สามารถกระจายโอกาสในการ "เข้าถึงข้อมูล" ไปได้มาก (และแน่นอน กลุ่มที่ทำ Question Box นี้ก็ให้บริการถามตอบทาง SMS ด้วย)</p>
<p>ยุคนี้แล้วมือถือที่รับส่ง SMS ได้ก็น่าจะมีราคาถูกพอที่ใคร ๆ ก็ซื้อได้แล้ว นี่เป็นเรื่องที่ดีมากเพราะเรายังสามารถใช้ประโยชน์จาก SMS ได้เยอะ ข้อมูลมันก็จัดการง่าย เพราะเป็นแค่ข้อความ มีซอฟท์แวร์หลายตัวที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นระบบรวบรวม SMS คือนึกภาพว่าเราตั้งกลุ่มเฉพาะกิจขึ้นมา คนกลางมีแค่แล็พท็อพเครื่องนึงที่ติดตั้งซอฟท์แวร์นี้ และเชื่อมต่อกับมือถือเครื่องนึง คนที่เหลือที่มีมือถือก็สามารถส่ง SMS มาหาคนกลาง เพื่อรายงาน/เก็บข้อมูล/สำรวจอะไรบางอย่าง เช่น ติดตามการทุจริตในการเลือกตั้ง รายงานภัยพิบัติ อะไรพวกนี้ ข้อความทั้งหมดก็จะถูกเก็บลงแล็พท็อพเอาไว้วิเคราะห์ต่อไป หรือจะส่งต่อไปกระจายเก็บไว้หลาย ๆ ที่ หรือส่งต่อไปสู่อินเทอร์เน็ตก็ย่อมได้ ตัวอย่างของซอฟท์แวร์ประเภทนี้ก็คือ <a href="http://www.frontlinesms.com">FrontlineSMS</a> หรือ <a href="http://developmentseed.org/blog/2009/aug/14/slingshotsms-alpha-code-released-lightweight-sms-gateway-stick">SlingshotSMS</a></p>
<p><a href="http://mobileactive.org/when-radio-meets-mobile-pakistan">ในประเทศปากีสถาน</a> มือถือแทบทุกเครื่องสามารถรับคลื่นวิทยุได้ และคนก็นิยมฟังวิทยุ ทำให้การกระจายข่าวสารเกี่ยวกับเหตุรุนแรงเป็นไปได้โดยง่าย</p>
<p>นอกจากของ "โลวเทค" อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ของ "ไฮเทค" ใหม่ ๆ อย่างพวก บริการตามพื้นที่ (ติดตามจาก GPS) หรือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Augmented_reality">Augmented Reality</a> (ลองดู <a href="http://layar.com">Layar</a> ได้) ก็ยิ่งช่วยเรื่องพวกนี้ได้อย่างพิสดารพันลึก</p>
<p>ถ้าสนใจเรื่องพรรค์นี้ ขอแนะนำให้อ่านเว็บเหล่านี้</p>
<ul>
<li><a href="http://www.techsoup.org/learningcenter/hardware/page7216.cfm">Mobile Phones and Social Activism</a></li>
<li><a href="http://mobileactive.org">MobileActive.org</a></li>
<li><a href="http://developmentseed.org">Development Seed</a></li>
<li><a href="http://appfrica.net">Appfrica</a></li>
</ul>
<p>หรือถ้าใครมีแหล่งอื่น ๆ ก็มาแบ่งกันอ่านนะครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เล่าเรื่อง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
    <published>2009-08-25T00:51:14+07:00</published>
    <updated>2009-08-25T00:51:14+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="film" />
    <category term="intellect" />
    <category term="life" />
    <category term="reading" />
    <category term="thought" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผมเพิ่งไปดู The Inglourious Basterds มาเมื่อวันอาทิตย์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนหนังจบก็คือ ตาแรนติโน่ ผู้กำกับและเขียนบท แม่งคิดได้ไงวะ ทั้งฉากโหด ๆ ในหนัง และบทเรื่องที่อลหม่านพินาศฉิบหายวายป่วงพลิกความคาดหมายแบบนั้น ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่จะสงสัยว่าคนที่คิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาได้นี่จะมีชีวิตประจำวันอย่างไร แน่นอนว่าถ้าคิดอย่างมีเหตุผลหน่อยมันก็โยงไม่ได้ตรง ๆ ขนาดนั้นว่าคนที่สร้างสรรค์ผลงานในอารมณ์หนึ่ง ๆ จะต้องเป็นคนที่จมอยู่กับอารมณ์นั้น ๆ หรือคุ้นเคยกับอารมณ์นั้น ๆ แต่มันก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในทางรสนิยมบ้างล่ะน่า<br />
ผมเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องสั้น หรือนวนิยายขนาดสั้น เพราะรู้สึกว่ามันจบในตอน ได้รู้บทสรุปอย่างรวดเร็ว (แต่ก็เป็นแฟนตัวยงของนิยายยาว ๆ อย่างชุด The Lord of the Rings นะ) เพิ่งซื้อหนังสือรวมเรื่องสั้นของโดนั่ลด์ บาร์เธลมี่ มาอ่าน แต่ละเรื่อง (ความยาวไม่กี่หน้า) ก็ค่อนข้างหลุดโลก ก็ชวนให้คิดว่าคนเขียนเขาคิดอะไรอยู่ถึงเขียนมันออกมาได้<br />
คนที่ชอบอ่านเรื่องสั้น (จริง ๆ ไม่ต้องเรื่องสั้นหรอก แค่ชอบอ่าน) ก็คงอยากจะเขียนเรื่องของตัวเองบ้าง ผมเองก็ด้วย ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม คงเป็นอารมณ์หนึ่งของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ที่ต้องการสื่อสารความคิดของตนเองกับคนอื่น ๆ ผ่านช่องทางที่ชอบ (แล้วก็เห็นคนรู้จักเขียน แล้วชอบ อยากเขียนบ้าง) แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่แน่ใจนักว่าคนที่อ่าน (หรือถูกยัดเยียดให้อ่าน) จะโยงเรื่องสั้นที่เขียน กับตัวผมหรือเปล่า (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ) ทั้ง ๆ ที่มันอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่คิดจริง ๆ แต่เป็นการพยายามคิด หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดจริง ๆ ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ ใจหนึ่งก็อยากเขียน อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้คนอ่านโยงสิ่งที่เขียนกับตัวจริงของคนเขียน (ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโยง)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผมเพิ่งไปดู The Inglourious Basterds มาเมื่อวันอาทิตย์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนหนังจบก็คือ ตาแรนติโน่ ผู้กำกับและเขียนบท แม่งคิดได้ไงวะ ทั้งฉากโหด ๆ ในหนัง และบทเรื่องที่อลหม่านพินาศฉิบหายวายป่วงพลิกความคาดหมายแบบนั้น ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่จะสงสัยว่าคนที่คิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาได้นี่จะมีชีวิตประจำวันอย่างไร แน่นอนว่าถ้าคิดอย่างมีเหตุผลหน่อยมันก็โยงไม่ได้ตรง ๆ ขนาดนั้นว่าคนที่สร้างสรรค์ผลงานในอารมณ์หนึ่ง ๆ จะต้องเป็นคนที่จมอยู่กับอารมณ์นั้น ๆ หรือคุ้นเคยกับอารมณ์นั้น ๆ แต่มันก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในทางรสนิยมบ้างล่ะน่า</p>
<p>ผมเป็นคนที่ชอบอ่านเรื่องสั้น หรือนวนิยายขนาดสั้น เพราะรู้สึกว่ามันจบในตอน ได้รู้บทสรุปอย่างรวดเร็ว (แต่ก็เป็นแฟนตัวยงของนิยายยาว ๆ อย่างชุด The Lord of the Rings นะ) เพิ่งซื้อหนังสือรวมเรื่องสั้นของโดนั่ลด์ บาร์เธลมี่ มาอ่าน แต่ละเรื่อง (ความยาวไม่กี่หน้า) ก็ค่อนข้างหลุดโลก ก็ชวนให้คิดว่าคนเขียนเขาคิดอะไรอยู่ถึงเขียนมันออกมาได้</p>
<p>คนที่ชอบอ่านเรื่องสั้น (จริง ๆ ไม่ต้องเรื่องสั้นหรอก แค่ชอบอ่าน) ก็คงอยากจะเขียนเรื่องของตัวเองบ้าง ผมเองก็ด้วย ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม คงเป็นอารมณ์หนึ่งของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ที่ต้องการสื่อสารความคิดของตนเองกับคนอื่น ๆ ผ่านช่องทางที่ชอบ (แล้วก็เห็นคนรู้จักเขียน แล้วชอบ อยากเขียนบ้าง) แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่แน่ใจนักว่าคนที่อ่าน (หรือถูกยัดเยียดให้อ่าน) จะโยงเรื่องสั้นที่เขียน กับตัวผมหรือเปล่า (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ) ทั้ง ๆ ที่มันอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่คิดจริง ๆ แต่เป็นการพยายามคิด หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดจริง ๆ ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ ใจหนึ่งก็อยากเขียน อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้คนอ่านโยงสิ่งที่เขียนกับตัวจริงของคนเขียน (ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโยง)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>สำเนียงท้องถิ่น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99</id>
    <published>2009-08-18T01:58:20+07:00</published>
    <updated>2009-08-18T01:58:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="intellect" />
    <category term="language" />
    <category term="thought" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผมพยายามฝึกสำเนียงอังกฤษตั้งแต่ดูหนังเรื่อง Love Actually (ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก) หาดูในยูทูบก็พอจะทราบบ้างว่าที่อังกฤษก็มีสำเนียงท้องถิ่นหลากหลายไม่ต่างจากไทย ฟังยากบ้างง่ายบ้าง เคยอ่านเจอว่าเมื่อสมัยที่วง Oasis (พูดสำเนียง Manchester) ไปออกรายการ Behind the Music ของช่อง VH-1 ที่อเมริกา ถึงกับต้องมีซับไตเติ้ล หนังเรื่อง Trainspotting ที่พูดสำเนียงสก็อตทั้งเรื่อง ตอนไปฉายที่อเมริกาก็ต้องมีซับไตเติ้ล</p>
<p>ผมกะว่าจะสอบ IELTS เลยลองหาสำเนียงอังกฤษมาฟัง ส่วนมากก็พวกข่าว ตอนหาฟัง มันก็จะมีวิดีโอประเภท นี่ ผมเป็นอเมริกันแล้วหัดสำเนียงอังกฤษได้นะ แล้วก็จะมีคนอังกฤษมาแสดงความคิดเห็นว่า สำเนียงที่คุณพูดน่ะ (หมายถึงสำเนียง RP - Received Pronunciation ประมาณว่าชนชั้นสูงพูดมั้ง) ในอังกฤษไม่ค่อยมีใครพูดกันอีกแล้ว หัดพูดไปคนอังกฤษฟังก็ไม่เชื่ออยู่ดีว่ามาจากอังกฤษ เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่าสำเนียง "หลวง" เนี่ยก็มีคนพูดน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วก็ไปเจอข่าว <a href="http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/1575790/BBC-chief-calls-for-more-regional-accents.html">BBC รับผู้ประกาศข่าวที่มีสำเนียงท้องถิ่นเพิ่ม</a> ก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจ พาลนึกไปถึงตอนเด็ก (ผมโตที่อุตรดิตถ์ แต่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ว่ะ กลับบ้านทีโคตรอาย) เวลาไปเที่ยวไหนแถบ ๆ นั้น พ่อจะเดาได้ว่าคนที่พูดด้วยเนี่ย มาจากไหน  เท่ชะมัดยาด เพราะแค่ในภาคเหนือก็มีหลากหลายสำเนียง <a href="http://preme.exteen.com/20071220/entry">มีคนเขียนบล็อกไว้แล้วด้วย</a> หรือจะที่<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/ภาษาถิ่นพายัพ">วิกิพีเดี่ย</a></p>
<p>ประเด็นก็คือ ถ้ามีผู้ประกาศข่าวไทยพูดติดสำเนียงท้องถิ่นของตัวเองบ้าง น่าจะสนุกหูดี คือผมก็เข้าใจว่าการพูดแบบที่เราเรียกกันว่าภาษากลางเนี่ย ใครฟังก็รู้เรื่อง (แน่ล่ะ บังคับให้เรียนกันนี่หว่า) แต่ผมก็มีเพื่อนจากกาญจนบุรี จากเพชรบุรี เขาก็พูดติดเหน่อกันบ้าง ผมก็ฟังรู้เรื่องดี จะใส่สำเนียงตอนอ่านข่าวหน่อยจะเป็นอะไรไป ไว้ข่าวสำคัญมาก ๆ ค่อยพูดเป็นสำเนียงกลางก็ได้</p>
<p>พาลคิดไปว่า เออ พวกเราโตขึ้นมา รู้ภาษาบาลีสันสกฤตก็เยอะแยะ คำราชาศัพท์นี่พูดกันลิ้นระรัว แต่ไม่ยักได้เรียนภาษาถิ่นของภาคต่าง ๆ แฮะ ตอนนี้บางคนอาจจะบอกว่าภาษาถิ่นไทยฟังไม่รู้เรื่อง ผมว่าถ้ามีให้ได้เลือกเรียนกันก็น่าจะรู้เรื่องนะ (หรือว่ามีหว่า)</p>
<p>สุดท้ายภาษามันก็เกี่ยวข้องกับอำนาจ <a href="http://province.m-culture.go.th/SUPHANBURI/soundsuphan.html">เมื่อก่อนสำเนียงเหน่อสุพรรณก็เป็นสำเนียงหลวง</a> เมื่อคนเมืองหลวงเป็นใหญ่ก็พยายามกดสำเนียงท้องถิ่นอื่น ๆ ไว้ ทำไมเราไม่อยากลองหัดพูด หัดฟังสำเนียงอื่น ๆ แล้วนำมันสู่กระแสหลักอย่างมีศักดิ์ศรีพอ ๆ กันบ้าง</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผมพยายามฝึกสำเนียงอังกฤษตั้งแต่ดูหนังเรื่อง Love Actually (ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก) หาดูในยูทูบก็พอจะทราบบ้างว่าที่อังกฤษก็มีสำเนียงท้องถิ่นหลากหลายไม่ต่างจากไทย ฟังยากบ้างง่ายบ้าง เคยอ่านเจอว่าเมื่อสมัยที่วง Oasis (พูดสำเนียง Manchester) ไปออกรายการ Behind the Music ของช่อง VH-1 ที่อเมริกา ถึงกับต้องมีซับไตเติ้ล หนังเรื่อง Trainspotting ที่พูดสำเนียงสก็อตทั้งเรื่อง ตอนไปฉายที่อเมริกาก็ต้องมีซับไตเติ้ล</p>
<p>ผมกะว่าจะสอบ IELTS เลยลองหาสำเนียงอังกฤษมาฟัง ส่วนมากก็พวกข่าว ตอนหาฟัง มันก็จะมีวิดีโอประเภท นี่ ผมเป็นอเมริกันแล้วหัดสำเนียงอังกฤษได้นะ แล้วก็จะมีคนอังกฤษมาแสดงความคิดเห็นว่า สำเนียงที่คุณพูดน่ะ (หมายถึงสำเนียง RP - Received Pronunciation ประมาณว่าชนชั้นสูงพูดมั้ง) ในอังกฤษไม่ค่อยมีใครพูดกันอีกแล้ว หัดพูดไปคนอังกฤษฟังก็ไม่เชื่ออยู่ดีว่ามาจากอังกฤษ เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่าสำเนียง "หลวง" เนี่ยก็มีคนพูดน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วก็ไปเจอข่าว <a href="http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/1575790/BBC-chief-calls-for-more-regional-accents.html">BBC รับผู้ประกาศข่าวที่มีสำเนียงท้องถิ่นเพิ่ม</a> ก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจ พาลนึกไปถึงตอนเด็ก (ผมโตที่อุตรดิตถ์ แต่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ว่ะ กลับบ้านทีโคตรอาย) เวลาไปเที่ยวไหนแถบ ๆ นั้น พ่อจะเดาได้ว่าคนที่พูดด้วยเนี่ย มาจากไหน  เท่ชะมัดยาด เพราะแค่ในภาคเหนือก็มีหลากหลายสำเนียง <a href="http://preme.exteen.com/20071220/entry">มีคนเขียนบล็อกไว้แล้วด้วย</a> หรือจะที่<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/ภาษาถิ่นพายัพ">วิกิพีเดี่ย</a></p>
<p>ประเด็นก็คือ ถ้ามีผู้ประกาศข่าวไทยพูดติดสำเนียงท้องถิ่นของตัวเองบ้าง น่าจะสนุกหูดี คือผมก็เข้าใจว่าการพูดแบบที่เราเรียกกันว่าภาษากลางเนี่ย ใครฟังก็รู้เรื่อง (แน่ล่ะ บังคับให้เรียนกันนี่หว่า) แต่ผมก็มีเพื่อนจากกาญจนบุรี จากเพชรบุรี เขาก็พูดติดเหน่อกันบ้าง ผมก็ฟังรู้เรื่องดี จะใส่สำเนียงตอนอ่านข่าวหน่อยจะเป็นอะไรไป ไว้ข่าวสำคัญมาก ๆ ค่อยพูดเป็นสำเนียงกลางก็ได้</p>
<p>พาลคิดไปว่า เออ พวกเราโตขึ้นมา รู้ภาษาบาลีสันสกฤตก็เยอะแยะ คำราชาศัพท์นี่พูดกันลิ้นระรัว แต่ไม่ยักได้เรียนภาษาถิ่นของภาคต่าง ๆ แฮะ ตอนนี้บางคนอาจจะบอกว่าภาษาถิ่นไทยฟังไม่รู้เรื่อง ผมว่าถ้ามีให้ได้เลือกเรียนกันก็น่าจะรู้เรื่องนะ (หรือว่ามีหว่า)</p>
<p>สุดท้ายภาษามันก็เกี่ยวข้องกับอำนาจ <a href="http://province.m-culture.go.th/SUPHANBURI/soundsuphan.html">เมื่อก่อนสำเนียงเหน่อสุพรรณก็เป็นสำเนียงหลวง</a> เมื่อคนเมืองหลวงเป็นใหญ่ก็พยายามกดสำเนียงท้องถิ่นอื่น ๆ ไว้ ทำไมเราไม่อยากลองหัดพูด หัดฟังสำเนียงอื่น ๆ แล้วนำมันสู่กระแสหลักอย่างมีศักดิ์ศรีพอ ๆ กันบ้าง</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>รับปริญญาน่ายินดี (ขนาดนั้น?)</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99</id>
    <published>2009-08-09T01:28:58+07:00</published>
    <updated>2009-08-09T01:28:58+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="intellect" />
    <category term="life" />
    <category term="thought" />
    <category term="university" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>แล้วฤดูแห่งการรับปริญญาบัตรก็เวียนมาถึงอีกครั้ง คงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับคนหลาย ๆ กลุ่ม ทั้งผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ครอบครัวของพวกเขาและเธอ หรือนักศึกษา-ประชาชนที่หวังจะสร้างรายได้จากคนกลุ่มก่อนหน้า</p>
<p>ผมไปสัมผัสบรรยากาศงานซ้อมรับปริญญาบัตรมาสองหน ปีที่แล้วกับสองปีที่แล้ว ที่ไปก็ไปช่วยเพื่อน ๆ ขายเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม ชาเขียว เพื่อหารายได้เข้าชุมนุม ดูเหมือนมันจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข (ถ้าไม่สนใจความทรมานจากอากาศร้อน) ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็แห่กันมาแสดงความยินดีกับหนุ่มสาวที่เรียนจบจนได้ ให้ของขวัญ ถ่ายรูป โห่ร้องอะไรกันก็ว่าไป ดูมันช่างน่ายินดีมาก ๆ น่ายินดีจนผมสงสัยว่า</p>
<p>มันน่ายินดีขนาดนั้นเลยหรือ (วะ)</p>
<p>นึกย้อนกลับไปตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมไม่เคยเห็นบรรยากาศของความยินดีขนาดนี้ (หรือมันมีแต่โรงเรียนผมไม่มีหว่า แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินว่ามีการรวมญาติมาถ่ายรูปในวันจบ ม. 6 นะ) ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรียนจบ ม. 6 ได้เนี่ย มันโคตรจะน่าดีใจ ไม่ต้องตื่นไปโรงเรียน ไม่ต้องทำการบ้าน มีเวลาไปเที่ยว นอน เล่นเกม ดูหนัง</p>
<p>หรือถ้าจะบอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยมันยากกว่า ผมว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ออกจะสบายกว่ามัธยมด้วยซ้ำ หรือจะบอกว่ามันคือก้าวแรกไปสู่สังคมผู้ใหญ่ หางานทำ ดูแลตัวเองอะไรทำนองนั้น ผมว่าคนเรามันไม่น่าจะเพิ่งมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง (หรือเห็นว่าต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง) กันตอนอายุยี่สิบสองนะ หรือถ้าจะเห็นว่าการศึกษาระดับปริญญาตรีมันเป็นใบเบิกทางไปสู่การมีอาชีพ มันก็จริง (<a href="http://tewson.com/content/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD">ซึ่งผมก็ไม่ค่อยชอบค่านิยมนี้นะ</a>) แต่มันต้องถึงขนาดหมดเงินกันเป็นหมื่น ๆ ไปกับช่วงเวลาสั้น ๆ นี้น่ะหรือ</p>
<p>ผมคิดเล่น ๆ หาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า เพราะตัวปริญญาบัตรเอง (และพิธีต่าง ๆ มากมาย) นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดงานฉลองรวมญาติโห่ร้องยินดีอะไรกันขนาดนี้ เหมือนว่าปริญญาบัตรมันเป็นสัญลักษณ์ของการเลื่อนขั้นในสังคม เพราะในสมัยก่อนคนที่เรียนจบปริญญาตรีน่าจะมีจำนวนจำกัด (จริง ๆ สมัยก่อนกว่านั้นก็คงมีคนจบมัธยมไม่มาก แต่ว่าตอนจบ ม. 6 คงไม่มีสมาชิกราชวงศ์มาพระราชทานเกียรติบัตรให้) แล้วก็แสดงความยินดีกันจนเป็นประเพณีขนาดนี้</p>
<p>บางคนก็บอกว่างานรับปริญญามันไม่ใช่งานของคนที่เรียนจบ แต่เป็นงานของครอบครัว ที่ได้เห็นลูกหลานเรียนจบ เรื่องนี้ผมว่าก็แปลก คือถ้าคนที่เรียนจบมันเก่งขนาดจบเร็วกว่าคนอื่น หรือได้เกียรตินิยม ผลการเรียนดี มีผลงานอะไร มันก็น่ายกย่องยินดีมากอยู่ แต่การเรียนจบตามเกณฑ์แบบที่คนอีกนับพันก็ทำได้มันก็ไม่ได้น่ายินดีขนาดนั้น น่าเสียดายเงินค่าเช่าชุด ค่าแต่งหน้า ค่าเสื้อผ้า ค่าทำผม ค่าดอกไม้ ค่าของขวัญ ค่าเดินทาง ฯลฯ</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันบ้ามากก็คือ การเข้าไปร้องเพลงบูมแสดงความยินดีให้กับบัณฑิต แล้วปิดท้ายด้วยกล่องใส่เงิน จริง ๆ มันก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะใคร ๆ ก็อยากได้เงิน ที่บ้ามากกว่าคือบัณฑิตเองนั่นแหละ เสือกจ่าย คือถ้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนที่มาร้องเพลงบูมให้จนอยากจะบริจาคเงินให้มันก็ดี แต่แบบที่รู้สึกกระอักกระอ่วนหรือถูกกดดันจนต้องควักเงินออกมาเนี่ย มันอะไรกันวะ เงินก็เงินตัวเอง คนมาร้องเพลงบูมให้ก็ไม่ได้ขู่จะเอาชีวิต จะว่าเกรงใจก็ไม่ใช่เพราะไม่ได้ขอให้ร้อง เออ แต่ไปวิจารณ์ก็จะกลายเป็นเสือกไป เงินของเขา</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>แล้วฤดูแห่งการรับปริญญาบัตรก็เวียนมาถึงอีกครั้ง คงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับคนหลาย ๆ กลุ่ม ทั้งผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ครอบครัวของพวกเขาและเธอ หรือนักศึกษา-ประชาชนที่หวังจะสร้างรายได้จากคนกลุ่มก่อนหน้า</p>
<p>ผมไปสัมผัสบรรยากาศงานซ้อมรับปริญญาบัตรมาสองหน ปีที่แล้วกับสองปีที่แล้ว ที่ไปก็ไปช่วยเพื่อน ๆ ขายเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม ชาเขียว เพื่อหารายได้เข้าชุมนุม ดูเหมือนมันจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข (ถ้าไม่สนใจความทรมานจากอากาศร้อน) ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็แห่กันมาแสดงความยินดีกับหนุ่มสาวที่เรียนจบจนได้ ให้ของขวัญ ถ่ายรูป โห่ร้องอะไรกันก็ว่าไป ดูมันช่างน่ายินดีมาก ๆ น่ายินดีจนผมสงสัยว่า</p>
<p>มันน่ายินดีขนาดนั้นเลยหรือ (วะ)</p>
<p>นึกย้อนกลับไปตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมไม่เคยเห็นบรรยากาศของความยินดีขนาดนี้ (หรือมันมีแต่โรงเรียนผมไม่มีหว่า แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินว่ามีการรวมญาติมาถ่ายรูปในวันจบ ม. 6 นะ) ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรียนจบ ม. 6 ได้เนี่ย มันโคตรจะน่าดีใจ ไม่ต้องตื่นไปโรงเรียน ไม่ต้องทำการบ้าน มีเวลาไปเที่ยว นอน เล่นเกม ดูหนัง</p>
<p>หรือถ้าจะบอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยมันยากกว่า ผมว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ออกจะสบายกว่ามัธยมด้วยซ้ำ หรือจะบอกว่ามันคือก้าวแรกไปสู่สังคมผู้ใหญ่ หางานทำ ดูแลตัวเองอะไรทำนองนั้น ผมว่าคนเรามันไม่น่าจะเพิ่งมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง (หรือเห็นว่าต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง) กันตอนอายุยี่สิบสองนะ หรือถ้าจะเห็นว่าการศึกษาระดับปริญญาตรีมันเป็นใบเบิกทางไปสู่การมีอาชีพ มันก็จริง (<a href="http://tewson.com/content/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD">ซึ่งผมก็ไม่ค่อยชอบค่านิยมนี้นะ</a>) แต่มันต้องถึงขนาดหมดเงินกันเป็นหมื่น ๆ ไปกับช่วงเวลาสั้น ๆ นี้น่ะหรือ</p>
<p>ผมคิดเล่น ๆ หาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า เพราะตัวปริญญาบัตรเอง (และพิธีต่าง ๆ มากมาย) นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดงานฉลองรวมญาติโห่ร้องยินดีอะไรกันขนาดนี้ เหมือนว่าปริญญาบัตรมันเป็นสัญลักษณ์ของการเลื่อนขั้นในสังคม เพราะในสมัยก่อนคนที่เรียนจบปริญญาตรีน่าจะมีจำนวนจำกัด (จริง ๆ สมัยก่อนกว่านั้นก็คงมีคนจบมัธยมไม่มาก แต่ว่าตอนจบ ม. 6 คงไม่มีสมาชิกราชวงศ์มาพระราชทานเกียรติบัตรให้) แล้วก็แสดงความยินดีกันจนเป็นประเพณีขนาดนี้</p>
<p>บางคนก็บอกว่างานรับปริญญามันไม่ใช่งานของคนที่เรียนจบ แต่เป็นงานของครอบครัว ที่ได้เห็นลูกหลานเรียนจบ เรื่องนี้ผมว่าก็แปลก คือถ้าคนที่เรียนจบมันเก่งขนาดจบเร็วกว่าคนอื่น หรือได้เกียรตินิยม ผลการเรียนดี มีผลงานอะไร มันก็น่ายกย่องยินดีมากอยู่ แต่การเรียนจบตามเกณฑ์แบบที่คนอีกนับพันก็ทำได้มันก็ไม่ได้น่ายินดีขนาดนั้น น่าเสียดายเงินค่าเช่าชุด ค่าแต่งหน้า ค่าเสื้อผ้า ค่าทำผม ค่าดอกไม้ ค่าของขวัญ ค่าเดินทาง ฯลฯ</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันบ้ามากก็คือ การเข้าไปร้องเพลงบูมแสดงความยินดีให้กับบัณฑิต แล้วปิดท้ายด้วยกล่องใส่เงิน จริง ๆ มันก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะใคร ๆ ก็อยากได้เงิน ที่บ้ามากกว่าคือบัณฑิตเองนั่นแหละ เสือกจ่าย คือถ้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนที่มาร้องเพลงบูมให้จนอยากจะบริจาคเงินให้มันก็ดี แต่แบบที่รู้สึกกระอักกระอ่วนหรือถูกกดดันจนต้องควักเงินออกมาเนี่ย มันอะไรกันวะ เงินก็เงินตัวเอง คนมาร้องเพลงบูมให้ก็ไม่ได้ขู่จะเอาชีวิต จะว่าเกรงใจก็ไม่ใช่เพราะไม่ได้ขอให้ร้อง เออ แต่ไปวิจารณ์ก็จะกลายเป็นเสือกไป เงินของเขา</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ลูกมือ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD</id>
    <published>2009-08-02T17:33:28+07:00</published>
    <updated>2009-08-02T17:33:28+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="intellect" />
    <category term="life" />
    <category term="thought" />
    <category term="university" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>คุณคิดว่าเวลาสี่ปีสำหรับปริญญาตรีนี่มันเป็นอย่างไร หมายถึงว่า น้อยไป หรือมากไป ส่วนมากคงคิดว่าสี่ปีนี่นาน คงอยากรีบจบออกไปทำงานหรือเรียนต่อกันแย่แล้ว<br />
สืบเนื่องจากผมเพิ่งผ่านการสอบกลางภาคไปหมาด ๆ และช่วงสอบก็โอดครวญเหมือนคนส่วนมากว่า อ่านไม่ทัน เวลาไม่พอ อะไรก็ว่ากันไป เมื่อพยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ที่เหลือก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่ในคาบ เมื่อคิดต่อไปว่าแล้วในคาบผมทำอะไร ก็พบว่ามัวแต่หลับ หรือไม่ก็ทำการบ้าน แล้วเวลาตอนกลางคืนหายไปไหนหมด ส่วนมากก็เอาไปนั่งอ่านบล็อก อ่านข่าวสาร เล่นทวิตเต้อร์ แล้วก็ทำงาน<br />
สรุปก็คือ ทำไมมีเวลาไม่พอ<br />
ถ้าตอบตามความคิดคนทั่วไปก็คงเป็นเพราะว่าผมจัดสรรเวลาได้ห่วยเอง จึงต้องเจอปัญหาลูกโซ่ คือต้องใช้เวลาที่ควรจะทำอะไรสักอย่าง ในการทำอะไรอีกสักอย่างที่ผ่านมาแล้ว อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสุดยอด คือต้องจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการเรียนให้เสร็จในช่วงก่อนสอบ ยิ่งในบางมหาวิทยาลัยจะชอบส่งเสริมนักว่าให้ทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน แค่เรียนนี่ก็จะแย่แล้ว!<br />
แต่ด้วยความที่ไม่อยากโทษตัวเอง ผมขอหันไปโทษสังคมแทนก็แล้วกัน (ว่าเข้านั่น!)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>คุณคิดว่าเวลาสี่ปีสำหรับปริญญาตรีนี่มันเป็นอย่างไร หมายถึงว่า น้อยไป หรือมากไป ส่วนมากคงคิดว่าสี่ปีนี่นาน คงอยากรีบจบออกไปทำงานหรือเรียนต่อกันแย่แล้ว</p>
<p>สืบเนื่องจากผมเพิ่งผ่านการสอบกลางภาคไปหมาด ๆ และช่วงสอบก็โอดครวญเหมือนคนส่วนมากว่า อ่านไม่ทัน เวลาไม่พอ อะไรก็ว่ากันไป เมื่อพยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ที่เหลือก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่ในคาบ เมื่อคิดต่อไปว่าแล้วในคาบผมทำอะไร ก็พบว่ามัวแต่หลับ หรือไม่ก็ทำการบ้าน แล้วเวลาตอนกลางคืนหายไปไหนหมด ส่วนมากก็เอาไปนั่งอ่านบล็อก อ่านข่าวสาร เล่นทวิตเต้อร์ แล้วก็ทำงาน</p>
<p>สรุปก็คือ ทำไมมีเวลาไม่พอ</p>
<p>ถ้าตอบตามความคิดคนทั่วไปก็คงเป็นเพราะว่าผมจัดสรรเวลาได้ห่วยเอง จึงต้องเจอปัญหาลูกโซ่ คือต้องใช้เวลาที่ควรจะทำอะไรสักอย่าง ในการทำอะไรอีกสักอย่างที่ผ่านมาแล้ว อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสุดยอด คือต้องจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการเรียนให้เสร็จในช่วงก่อนสอบ ยิ่งในบางมหาวิทยาลัยจะชอบส่งเสริมนักว่าให้ทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน แค่เรียนนี่ก็จะแย่แล้ว!</p>
<p>แต่ด้วยความที่ไม่อยากโทษตัวเอง ผมขอหันไปโทษสังคมแทนก็แล้วกัน (ว่าเข้านั่น!)</p>
<p>ประเด็นก็คือ ทำไมคนเราต้องรีบเรียนให้จบมหาวิทยาลัยภายในสี่ปีด้วย ฟังดูเป็นคำถามงี่เง่า รีบเรียนให้จบก็เพื่อจะได้รีบไปทำงานหรือเรียนต่อใช่ไหมล่ะ แต่ผมก็ยังสงสัยว่า ทำไมเราจึงจะเริ่มทำงานหลังจากจบการศึกษาขั้นต่ำ (มัธยม) แล้วค่อยมาเรียนมหาวิทยาลัยหรือไม่เรียนแม่มเลยไม่ได้วะ ถ้ายึดตามสังคมสมัยนี้ แน่นอนว่าไม่มีปริญญาบัตรก็ยากนักที่จะได้งานทำ ซึ่งก็ย้อนถามได้ว่า เฮ้ย จะทำงานอะไรสักอย่างที่จะพอมีเงินเลี้ยงตัวเองและไปเที่ยวดูหนังได้บ้างเนี่ย มันไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้มั้ง!</p>
<p>ความคิดเห็นเกรียน ๆ ของผมก็คือ การเรียนปริญญาตรีเนี่ย ผมมองว่ามันน่าจะเป็นการเรียนเพื่อไปเรียนต่อ เรียนเพื่อไปพัฒนางานเชิงวิชาการ หมายความว่า มันมีวิชามากเกินไปสำหรับบางคนที่ต้องการจะเรียนเพียงเพื่อให้มีความรู้ไปทำงาน ที่จริงแนวทางการศึกษาแบบที่เรียนเพื่อไปทำงานมันก็มี ที่เรียกกันว่าสายอาชีพ แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมคน (อย่างน้อยก็ในกลุ่มเพื่อนที่ผมรู้จักล่ะ) ถึงไม่นิยมไปเรียนสายอาชีพกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ดูเป็นระบบที่เข้าท่า คือ เรียนเพื่อไปทำงาน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่มหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตลาดแรงงาน (โอว ยาว ๆ เท่ดี)</p>
<p>ผมนึกภาพคนจบมัธยมมาตอนอายุสิบแปด เรียนสายอาชีพเพื่อเป็นนักพัฒนาซอฟท์แวร์อยู่สักปีครึ่งหรือสองปี แล้วก็สอบเอาใบประกอบวิชาชีพหรือวัดมาตรฐานอะไรก็ว่าไป (หรือไม่ก็ไปสอบแม่มเลยหลังจบมัธยม ถ้าเซียนมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นน่ะนะ) แล้วก็ไปสมัครงาน ทำงานสัปดาห์ละสี่สิบชั่วโมง แล้วก็เอาเวลาอีกสัปดาห์ละสิบห้าชั่วโมงไปเรียนเพิ่ม ยกระดับทางสายอาชีพของตัวเองเพื่อจะได้เลื่อนตำแหน่ง หรือจะไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ อะไรก็ว่าไป ไอ้หมอนี่ก็น่าจะดูแลตัวเองได้ตั้งแต่อายุยี่สิบ (แต่มันก็ยังอุดมคติมาก ๆ น่ะนะ ไม่รู้มันจะหางานทำได้ไหม) แล้วก็ไม่ต้องมาเรียนเยอะแยะ สอบครั้งนึกห้าหกวิชาอย่างนี้</p>
<p>เออ แต่ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นได้ ไอ้หมอนี่ก็ต้องรู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไรตั้งแต่อายุสักสิบหกสิบเจ็ดใช่ไหม ผมไปได้ความคิดมาจากหนังสือ Hackers and Painters มาอย่างหนึ่ง นั่นคือระบบ "ลูกมือ" (ฝรั่งใช้คำว่า apprenticeship มั้ง คนเขียนยกตัวอย่างยุคโรมัน) คือสนับสนุนให้วัยสะรุ่นช่วงสิบหกสิบเจ็ดเนี่ย ไปลองทำงานต่าง ๆ จะได้เห็นอนาคตตัวเอง จะได้ตัดสินใจได้ว่าหลังจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วเนี่ย จะไปสายไหน จะเรียนต่อนิดหนึ่งแล้วไปเป็นพนักงาน หรือเปิดกิจการของตัวเองเลย หรือว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ไปเป็นอาจารย์ ข้าราชการ นักวิจัย อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทต่าง ๆ ผู้ประกอบการ หรือศูนย์วิจัย ให้ใจดีรับไอ้เด็กพวกนี้เข้าไปลองงานหน่อย</p>
<p>พอมาเทียบกับประเทศไทยแล้ว เฮ้ย อายุสิบแปดแล้วมันยังต้องไปเรียนพิเศษอยู่เลย แล้วไหนจะเรื่องครอบครัว อันนี้ผมก็ว่าแปลก คือเราถูกสอนมาให้แบ่งเบาภาระพ่อแม่ด้วยการประหยัด อดออม บลาบลาบลา แต่ไม่ใช่ด้วยการดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง พูดง่าย ๆ คือ ให้พ่อแม่เลี้ยงจนจบมหาวิทยาลัยนั่นล่ะ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็นในกลุ่มเพื่อนน่ะนะ) แล้วก็ไม่แน่ใจเรื่องค่านิยมในการเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกันว่าทำไมมันคล้าย ๆ จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับการมีงานทำไปเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะมหาวิทยาลัยเป็นที่นิยม สายอาชีพจึงดูด้อยลงไป หรือเพราะว่าสายอาชีพด้อยลงไปก่อน มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นที่นิยมขึ้นมาน่ะนะ</p>
<p>ไป ๆ มา ๆ รู้สึกว่าจะนอกเรื่อง ขอวกกลับมาที่ในมหาวิทยาลัย ก็คล้าย ๆ กับที่เอ่ยไปแล้วข้างบนว่า การจะมีงานทำ (โดยส่วนมาก) มันไม่น่าจะต้องถึงกับจบปริญญาตรีเลยนะ คือถ้าได้เรียนมหาวิทยาลัยไป ทำงานไปด้วย แบบเรียนแค่สัปดาห์ละยี่สิบชั่วโมง ทำงานอีกยี่สิบชั่วโมง คงสนุกดี เรียนกันสักห้าหกปีก็ไม่เสียหาย</p>
<p>คือผมเห็นคนบ่น ๆ กันว่าวัยรุ่นไร้สาระ วัน ๆ เอาแต่กดไฮไฟ้ฟ์ (ผมก็ฟังเขามาอีกต่อหนึ่งน่ะนะ) เนี่ย ถ้ามันต้องหาเงินเองมันก็คงไม่มานั่งเม้นท์กันหรอก ถ้าอยากเห็นประชากรรุ่นใหม่มีวุฒิภาวะมากกว่านี้ก็ช่วยกันสนับสนุนให้พวกเขาได้มีโอกาสรับผิดชอบชีวิตตัวเองด้วยการทำงานนะครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความใกล้ชิด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94</id>
    <published>2009-07-08T02:10:54+07:00</published>
    <updated>2009-07-08T02:10:54+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="life" />
    <category term="sense" />
    <category term="thought" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผมมักจะนั่งอมยิ้มเสมอ เวลาที่ใช้ Google Talk แบบผ่านหน้าเว็บใน GMail แชทกับคนหลายคนพร้อมกัน<br />
เพราะบ่อยครั้ง ผมได้เห็นคนสองคนที่ไม่รู้จักกัน และอาจไม่มีวันโคจรมาพบกัน ปรากฏตัวอยู่เคียงข้างกัน<br />
เวลาแชทกับผม คุณรู้สึกถึงใครข้าง ๆ บ้างหรือเปล่า?</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผมมักจะนั่งอมยิ้มเสมอ เวลาที่ใช้ Google Talk แบบผ่านหน้าเว็บใน GMail แชทกับคนหลายคนพร้อมกัน</p>
<p>เพราะบ่อยครั้ง ผมได้เห็นคนสองคนที่ไม่รู้จักกัน และอาจไม่มีวันโคจรมาพบกัน ปรากฏตัวอยู่เคียงข้างกัน</p>
<p>เวลาแชทกับผม คุณรู้สึกถึงใครข้าง ๆ บ้างหรือเปล่า?</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความทรงจำ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3</id>
    <published>2009-07-04T16:59:17+07:00</published>
    <updated>2009-07-04T16:59:17+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="intellect" />
    <category term="thought" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผมยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ<br />
ใบหน้าตัวเองในกระจก กลิ่นและรสของยาสีฟัน เสียงนกร้องนอกหน้าต่าง สัมผัสกระด้างของอ่างล้างหน้า<br />
ค้นลงไปในความทรงจำ<br />
ครึ่งนาทีที่แล้ว ผมเอาแปรงสีฟันยัดใส่ปาก<br />
หนึ่งนาทีที่แล้ว ผมกดคันโยกของโถปัสสาวะ<br />
ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่แล้ว ผมนั่งอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์<br />
สองสัปดาห์ที่แล้ว ผมโกนหนวดครั้งล่าสุด<br />
หนึ่งเดือนที่แล้ว ผมซื้อยาสีฟันหลอดใหม่<br />
สองปีที่แล้ว ผมย้ายของเข้าหอพักใน<br />
ยี่สิบเอ็ดปีที่แล้ว ผมเกิดขึ้นมาบนโลก<br />
สิ่งต่าง ๆ ที่ผมสัมผัสได้รอบตัว หนวดเคราบนใบหน้า หลอดยาสีฟันที่เสียรูปทรง ภาพตึกหอพักนอกหน้าต่าง หยดน้ำบนมือ ทุกอย่างปรากฏอยู่อย่างมีเหตุผล สอดคล้องกับอดีต หรือจะพูดให้ถูกคือข้อมูลในความทรงจำ<br />
ผมจับก็อกน้ำ สัมผัสของเหลี่ยมมุมปรากฏขึ้นทันทีในความรู้สึก<br />
ผมบอกไม่ได้ว่าความทรงจำที่ครอบครองอยู่นั้น มันก็เพิ่งจะปรากฏขึ้นมาด้วยเหมือนกันหรือไม่</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผมยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ</p>
<p>ใบหน้าตัวเองในกระจก กลิ่นและรสของยาสีฟัน เสียงนกร้องนอกหน้าต่าง สัมผัสกระด้างของอ่างล้างหน้า</p>
<p>ค้นลงไปในความทรงจำ</p>
<p>ครึ่งนาทีที่แล้ว ผมเอาแปรงสีฟันยัดใส่ปาก<br />
หนึ่งนาทีที่แล้ว ผมกดคันโยกของโถปัสสาวะ<br />
ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่แล้ว ผมนั่งอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์<br />
สองสัปดาห์ที่แล้ว ผมโกนหนวดครั้งล่าสุด<br />
หนึ่งเดือนที่แล้ว ผมซื้อยาสีฟันหลอดใหม่<br />
สองปีที่แล้ว ผมย้ายของเข้าหอพักใน<br />
ยี่สิบเอ็ดปีที่แล้ว ผมเกิดขึ้นมาบนโลก</p>
<p>สิ่งต่าง ๆ ที่ผมสัมผัสได้รอบตัว หนวดเคราบนใบหน้า หลอดยาสีฟันที่เสียรูปทรง ภาพตึกหอพักนอกหน้าต่าง หยดน้ำบนมือ ทุกอย่างปรากฏอยู่อย่างมีเหตุผล สอดคล้องกับอดีต หรือจะพูดให้ถูกคือข้อมูลในความทรงจำ</p>
<p>ผมจับก็อกน้ำ สัมผัสของเหลี่ยมมุมปรากฏขึ้นทันทีในความรู้สึก</p>
<p>ผมบอกไม่ได้ว่าความทรงจำที่ครอบครองอยู่นั้น มันก็เพิ่งจะปรากฏขึ้นมาด้วยเหมือนกันหรือไม่</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองในทุกสิ่ง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://tewson.com/content/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87" />
    <id>http://tewson.com/content/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87</id>
    <published>2009-06-28T23:42:58+07:00</published>
    <updated>2009-06-28T23:42:58+07:00</updated>
    <author>
      <name>tewson</name>
    </author>
    <category term="intellect" />
    <category term="thought" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>จริง ๆ แล้ว หัวข้อ "การเมืองในทุกสิ่ง" นั้นไม่ค่อยจะตรงกับเนื้อความต่อไปนี้เท่าไรนัก เพียงแต่มันฟังดูเท่ดี จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่า สาระและความไร้สาระของทุกสิ่ง หรือว่าที่มาที่ไปของทุกสิ่ง มากกว่า</p>
<p>เรื่องของเรื่องก็คือ ผมเป็นคนที่บางทีก็เชื่อคนง่ายแต่บางทีก็ไม่เชื่ออะไรเลยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วนั่งคิดฟุ้งซ่านในรถตู้ที่บึ่งกลับมหาวิทยาลัยถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เจอมาในวันนี้ รู้สึกว่ากลุ่มความคิดมันลงตัวพอดี มีที่มา มีจุดจบ พอจะเอามาเขียนเป็นข้อความได้สักย่อหน้าหนึ่ง ก็เลยเขียน</p>
<p>สืบเนื่องจากที่ไปฟังเสวนาที่<a href="http://tewson.com/node/114">พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก</a> ซอยเจริญกรุง 43 มา ส.ศิวรักษ์เล่าว่า (หรือผมจับใจความได้ว่า) ซอยสันติภาพนั้น เดิมไม่ได้ชื่อว่าซอยสันติภาพ แต่ชื่อ ตรอกหลังวัดหัวลำโพง ชื่อสันติภาพนั้นเกิดขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เกิดความฮิตในคำว่า "สันติภาพ" แล้วก็มีใครสักคน (ที่ได้รับความนับถือจากคนในตรอก) เขียนป้ายแปะไว้ที่ปากทางว่า ซอยสันติภาพ แล้วชาวบ้านก็เรียกซอยตามชื่อนั้นเรื่อยมา ต่อมาทางการก็ได้เปลี่ยนชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ของตรอกนี้จากชื่อเดิมเป็น "ซอยสันติภาพ"</p>
<p>ส.ศิวรักษ์ยังเล่าถึงที่มาของชื่อถนนต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากถูกตั้งตามขุนนางหรือคนที่มีอำนาจในละแวกนั้น หรือถูกตั้งตามชื่อคนที่ดำเนินการตัดถนนนั้นเอง ชื่อเขตต่าง ๆ ในบางกอกก็มีที่มาต่าง ๆ เช่น เขตบางรักได้ชื่อว่าบางรักเพราะเมื่อก่อนมีต้นรักเยอะ (บาง เป็นคำในภาษามอญ หมายถึงชุมชนริมน้ำ) หรือบางขุนนนท์ ที่ตั้งตามชื่อใครสักคนที่เป็นที่เคารพในแถบนั้น</p>
<p>ในงาน ผมยังได้ยินเรื่องซุบซิบ (เขาเรียกกันว่าซุบซิบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ว่าข่าวที่หินลูกปัดถูกขโมยไปจากมิวเซียมสยาม (ตอนหลังได้คืน) เป็นแผนการประชาสัมพันธ์หนังสือของเครือมติชน แน่นอนว่าผมไม่ทราบความจริง อย่าเชื่อ</p>
<p>หรือจะเป็นเรื่องบทเรียนในหนังสือของโรงเรียนที่ตั้งโดยผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ (ส.ศิวรักษ์ ซึ่งเคยเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เล่า) จะสอนประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่วันที่พระเจ้าสร้างโลก และพยายามไม่เอ่ยถึงการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ที่ลดความสำคัญของศาสนจักร) หรือกล่าวถึงนักคิดเช่น วอลแตร์ (ซึ่งโจมตีศาสนจักร) ในทางที่แย่</p>
<p>แม้ตัวอย่างข้างต้นจะฟังดูเป็นตัวอย่างที่ผมแค่ลากถูไถมาประกอบเรื่อง แต่ประเด็นก็คือ เราควรระลึกไว้ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นไป มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างที่เราเห็นแล้วเข้าใจ หรือถูกเล่าให้ทราบต่อ ๆ กันมา เราต้องพยายามมองทุกสิ่งในเชิงประวัติศาสตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มา ซึ่งอาจจะเต็มไปด้วยเหตุผล การเมือง การแย่งชิงผลประโยชน์จากการใช้สิ่งนั้น หรืออาจจะไม่มีสาระใด ๆ เป็นแค่การสุ่มเลือก ก็เป็นได้ ที่ควรระลึกไว้เช่นนั้นไม่ใช่เพื่อระแวง (ซึ่งจริง ๆ ก็เพื่อให้ระแวงนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าคำว่าระแวงมันฟังดูไม่ดี) แต่เพื่อให้สามารถทำใจได้ หรือยอมรับในความคิดเห็นหรือเรื่องเล่าอื่นที่แตกต่างหรือเป็นส่วนน้อย เพราะความจริง (เช่น ข่าว ความรู้ บทเรียนในหนังสือเรียน หรือแม้แต่ความเชื่อทางศาสนา - ใครจะรู้ว่าสังคายนาพระไตรปิฎกแต่ละหนมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง - ถ้าเราจะใส่ใจความสำคัญของหลักธรรมต้นฉบับน่ะนะ) ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ย่อมถูกกำหนดด้วยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจมากกว่า เราต้องพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออำนาจที่ควบคุมความจริงนั้นหมดลงและถูกแทนที่ เพราะหากยึดว่าความจริงคือสิ่งที่มีหลักฐาน มีเหตุผลรองรับชัดเจนแล้ว หลักฐานหรือเหตุผลนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ เพราะในที่สุดแล้วมันก็ต้องถูกรับรู้โดยเรา (ซึ่งโดยทั่วไปก็ต้องยอมต่ออำนาจ - ซึ่งก็อาจเปลี่ยนแปลงได้) อยู่ดี</p>
<p>ส่วนปัญหาที่ว่า จะเลือกเชื่อสิ่งต่าง ๆ ตามเรื่องเล่าของคนส่วนมากหรือเรื่องเล่าของคนส่วนน้อยดีนั้น ผมเองก็ไม่ทราบ ถ้ายึดตามหลักการจัดสรรผลประโยชน์ของมนุษย์ในปัจจุบัน - หรืออีกชื่อคือ ความดี - ก็คงต้องบอกว่า ควรจะเชื่อมั่นในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมาก พร้อม ๆ กับที่ไม่ละเมิดสิทธิที่พึงมีของคนส่วนน้อย</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>จริง ๆ แล้ว หัวข้อ "การเมืองในทุกสิ่ง" นั้นไม่ค่อยจะตรงกับเนื้อความต่อไปนี้เท่าไรนัก เพียงแต่มันฟังดูเท่ดี จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่า สาระและความไร้สาระของทุกสิ่ง หรือว่าที่มาที่ไปของทุกสิ่ง มากกว่า</p>
<p>เรื่องของเรื่องก็คือ ผมเป็นคนที่บางทีก็เชื่อคนง่ายแต่บางทีก็ไม่เชื่ออะไรเลยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วนั่งคิดฟุ้งซ่านในรถตู้ที่บึ่งกลับมหาวิทยาลัยถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เจอมาในวันนี้ รู้สึกว่ากลุ่มความคิดมันลงตัวพอดี มีที่มา มีจุดจบ พอจะเอามาเขียนเป็นข้อความได้สักย่อหน้าหนึ่ง ก็เลยเขียน</p>
<p>สืบเนื่องจากที่ไปฟังเสวนาที่<a href="http://tewson.com/node/114">พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก</a> ซอยเจริญกรุง 43 มา ส.ศิวรักษ์เล่าว่า (หรือผมจับใจความได้ว่า) ซอยสันติภาพนั้น เดิมไม่ได้ชื่อว่าซอยสันติภาพ แต่ชื่อ ตรอกหลังวัดหัวลำโพง ชื่อสันติภาพนั้นเกิดขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เกิดความฮิตในคำว่า "สันติภาพ" แล้วก็มีใครสักคน (ที่ได้รับความนับถือจากคนในตรอก) เขียนป้ายแปะไว้ที่ปากทางว่า ซอยสันติภาพ แล้วชาวบ้านก็เรียกซอยตามชื่อนั้นเรื่อยมา ต่อมาทางการก็ได้เปลี่ยนชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ของตรอกนี้จากชื่อเดิมเป็น "ซอยสันติภาพ"</p>
<p>ส.ศิวรักษ์ยังเล่าถึงที่มาของชื่อถนนต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากถูกตั้งตามขุนนางหรือคนที่มีอำนาจในละแวกนั้น หรือถูกตั้งตามชื่อคนที่ดำเนินการตัดถนนนั้นเอง ชื่อเขตต่าง ๆ ในบางกอกก็มีที่มาต่าง ๆ เช่น เขตบางรักได้ชื่อว่าบางรักเพราะเมื่อก่อนมีต้นรักเยอะ (บาง เป็นคำในภาษามอญ หมายถึงชุมชนริมน้ำ) หรือบางขุนนนท์ ที่ตั้งตามชื่อใครสักคนที่เป็นที่เคารพในแถบนั้น</p>
<p>ในงาน ผมยังได้ยินเรื่องซุบซิบ (เขาเรียกกันว่าซุบซิบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ว่าข่าวที่หินลูกปัดถูกขโมยไปจากมิวเซียมสยาม (ตอนหลังได้คืน) เป็นแผนการประชาสัมพันธ์หนังสือของเครือมติชน แน่นอนว่าผมไม่ทราบความจริง อย่าเชื่อ</p>
<p>หรือจะเป็นเรื่องบทเรียนในหนังสือของโรงเรียนที่ตั้งโดยผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ (ส.ศิวรักษ์ ซึ่งเคยเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เล่า) จะสอนประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่วันที่พระเจ้าสร้างโลก และพยายามไม่เอ่ยถึงการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ที่ลดความสำคัญของศาสนจักร) หรือกล่าวถึงนักคิดเช่น วอลแตร์ (ซึ่งโจมตีศาสนจักร) ในทางที่แย่</p>
<p>แม้ตัวอย่างข้างต้นจะฟังดูเป็นตัวอย่างที่ผมแค่ลากถูไถมาประกอบเรื่อง แต่ประเด็นก็คือ เราควรระลึกไว้ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นไป มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างที่เราเห็นแล้วเข้าใจ หรือถูกเล่าให้ทราบต่อ ๆ กันมา เราต้องพยายามมองทุกสิ่งในเชิงประวัติศาสตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มา ซึ่งอาจจะเต็มไปด้วยเหตุผล การเมือง การแย่งชิงผลประโยชน์จากการใช้สิ่งนั้น หรืออาจจะไม่มีสาระใด ๆ เป็นแค่การสุ่มเลือก ก็เป็นได้ ที่ควรระลึกไว้เช่นนั้นไม่ใช่เพื่อระแวง (ซึ่งจริง ๆ ก็เพื่อให้ระแวงนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าคำว่าระแวงมันฟังดูไม่ดี) แต่เพื่อให้สามารถทำใจได้ หรือยอมรับในความคิดเห็นหรือเรื่องเล่าอื่นที่แตกต่างหรือเป็นส่วนน้อย เพราะความจริง (เช่น ข่าว ความรู้ บทเรียนในหนังสือเรียน หรือแม้แต่ความเชื่อทางศาสนา - ใครจะรู้ว่าสังคายนาพระไตรปิฎกแต่ละหนมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง - ถ้าเราจะใส่ใจความสำคัญของหลักธรรมต้นฉบับน่ะนะ) ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ย่อมถูกกำหนดด้วยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจมากกว่า เราต้องพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออำนาจที่ควบคุมความจริงนั้นหมดลงและถูกแทนที่ เพราะหากยึดว่าความจริงคือสิ่งที่มีหลักฐาน มีเหตุผลรองรับชัดเจนแล้ว หลักฐานหรือเหตุผลนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ เพราะในที่สุดแล้วมันก็ต้องถูกรับรู้โดยเรา (ซึ่งโดยทั่วไปก็ต้องยอมต่ออำนาจ - ซึ่งก็อาจเปลี่ยนแปลงได้) อยู่ดี</p>
<p>ส่วนปัญหาที่ว่า จะเลือกเชื่อสิ่งต่าง ๆ ตามเรื่องเล่าของคนส่วนมากหรือเรื่องเล่าของคนส่วนน้อยดีนั้น ผมเองก็ไม่ทราบ ถ้ายึดตามหลักการจัดสรรผลประโยชน์ของมนุษย์ในปัจจุบัน - หรืออีกชื่อคือ ความดี - ก็คงต้องบอกว่า ควรจะเชื่อมั่นในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมาก พร้อม ๆ กับที่ไม่ละเมิดสิทธิที่พึงมีของคนส่วนน้อย</p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
