ชีวิตคือการเดินทาง

การเดินทางในรอบสองเดือนที่ผ่านมา

  • ไปอยู่เชียงใหม่ 1 วัน
  • กลับมาอยู่กรุงเทพ 12 วัน
  • ไปอยู่เชียงใหม่ 9 วัน
  • กลับมาอยู่กรุงเทพ 1 วัน (นับจริง ๆ ประมาณ 21 ชั่วโมง)
  • ไปอยู่เชียงใหม่ 6 วัน
  • กลับมาอยู่กรุงเทพ 3 วัน
  • ไปอยู่เชียงใหม่ 7 วัน
  • กลับมาอยู่กรุงเทพ 1 วัน
  • ไปอยู่พัทยา 3 วัน
  • แวะกรุงเทพ 6 ชั่วโมงก่อนไปอยู่เชียงใหม่ 14 วัน

สิริรวมระยะทางไปมาประมาณ 7300 กิโลเมตร

อารมณ์ขัน

ผมไม่สามารถอ้างได้ว่าผมเป็นคนตลก แต่ผมก็พยายามที่จะมีอารมณ์ขันในเรื่องต่าง ๆ และคิดว่าตัวเองค่อนข้างใจกว้างกับอารมณ์ขันของผู้อื่น บ่อยครั้งที่มุขตลกที่ผมเห็นว่าขำและไม่มีปัญหาอะไรกับมัน กลับกลายเป็นเรื่องแทบจะต้องห้ามสำหรับคนอื่น เช่น ศาสนา

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่ามีบางเรื่องที่ไม่น่านำมาล้อเล่น เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คือเรื่องความตายของคน กับศักดิ์ศรีของคน (ซึ่งจริง ๆ มันอาจจะเรียกว่าศักดิ์ศรีได้ไม่เต็มปากนัก แต่ตอนนี้นึกคำอื่นไม่ออก เอาเป็นว่ายึดจากตัวอย่างที่จะยกมาก็แล้วกัน)

ปัญหาของอารมณ์ขันพวกนี้ก็คือ บางมุขมันก็ขำจริง ๆ เคยอ่านผ่าน ๆ เจอมุขตลกเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเสธ. แดง และการเผาห้างสรรพสินค้า ก่อนที่จะรู้ตัวก็หัวเราะพรืดไปแล้ว แล้วก็รู้สึกผิดมากขึ้นเป็นลำดับ

เรื่อง เจเล่ เมื่อไม่นานมานี้ก็เช่นกัน ผมไม่เห็นว่าการที่คนที่ถูกหมายจับที่ขาดหลักฐานชัดเจนเรียกไปกักขังอยู่หลายวันต้องการแสดงการประท้วงต่อสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ยุติธรรม จะตลกตรงไหน ต้องขอบคุณโฆษก ศอฉ. ที่ปล่อยมุขเจ็บ ๆ ทำลายความพยายามในการต่อสู้และลดศักดิ์ศรีของคนออกมาให้ผมได้สัมผัสถึงความเศร้าที่เกิดจากอารมณ์ขัน

หมายเหตุ: ผมพยายามหาคำอธิบายกับตัวเองว่าแล้วทำไมถึงขำไปกับวิดีโอ "ฮิตเลอร์ซับนรก" เหล่านั้น ซึ่งก็ยังหาคำอธิบายชัด ๆ ไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ หลังจากดูหนังต้นฉบับ (The Downfall) แล้ว ผมขำอย่างมีความสุขกับบรรดาวิดีโอเหล่านั้นน้อยลงมาก

SS

อารมณ์ดีมาจากไหนกันก็ไม่ทราบ เมื่อไม่นานมานี้มีผู้ใช้ Facebook ชาวไทยจำนวนไม่น้อย (ตอนนี้ห้าพันกว่า ๆ) รวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อ Social Sanction: ยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม กิจกรรมหลัก ๆ ก็คือเอาข้อมูลส่วนตัว เช่น ภาพถ่าย หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ของคนที่เคยทำอะไรที่อาจถูกตีความว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ขอเรียกโดยย่อว่า หมิ่นฯ) มาเผยแพร่ และสำรอกด่าใส่กันเป็นที่ครื้นเครง เลยเถิดไปฟ้องบริษัทผู้ว่าจ้างคนที่ถูก "เสียบประจาน" ถึงขั้นทำให้คนถูกไล่ออกจากงานมาแล้วก็มี

เชื่อในศาลพระภูมิ เชื่อในศาลเพียงตา แล้วจะเชื่อในศาลเตี้ย (Vigilante) อีกสักอย่างก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ไม่ต้องเสียเวลาไปแจ้งตำรวจ แม้ว่าหากมีหลักฐาน ใครก็ได้สามารถฟ้องใครก็ได้ด้วยข้อหาหมิ่นฯ เพราะถือเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ก็เปิดโปงมันเสียตรงนี้ เห็นผลเร็วกว่ากันเยอะ หารู้ไม่ว่าคนที่เอาข้อความที่อาจถูกตีความว่าหมิ่นฯ มาเผยแพร่ หรือ "เสียบประจาน" ต่อ ก็ถูกฟ้องหมิ่นฯ ได้เช่นกัน แถมพ่วงด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

มีคนตั้งข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า ชื่อย่อของ Social Sanction ที่เขาเรียกกันเองในกลุ่ม คือ SS เนี่ย มันคุ้นตาพิกล

แม้น/แม้

บนสมมติฐานว่าคนทั่วไปเข้าใจว่า "แม้น" แปลว่า "แม้" หรือ although ซึ่งแสดงความขัดกันของสองข้อความนั้น ผมรู้สึกตะหงิด ๆ ใจมานานแล้วว่า มันจริงหรือ เพราะถ้าเราจะพอนึกออก คำว่า แม้น จะถูกเอ่ยคู่กับคำว่า "หาก" อยู่บ่อย ๆ ซึ่งคำว่า หาก นี้เป็นคำเชื่อมความเข้าด้วยกันแบบแสดงเงื่อนไข หรือ if ทำให้มันไม่น่าจะถูกพูดคู่กับ แม้น (ถ้ามันแปลว่า แม้) เพราะมันคนละเรื่องกัน

เพราะงั้นผมเสนอว่าตอนนี้ แม้น เท่าที่พบมีสองความหมาย คือ

  • แม้น แปลว่า แม้ หรือ although เชื่อมความแบบขัดกัน
  • แม้น แปลว่า หาก หรือ if เชื่อมความแบบเป็นเงื่อนไขกัน สอดคล้องกัน

คนละเรื่องเลยนะครับ มันแปลกดีไหมที่คำคำเดียวจะสามารถถูกใช้ในความหมายที่ต่างกันขนาดนี้

ตัวอย่างที่ผมคิดว่าชัดเจนก็คือ ลองดูกลอนสมัยก่อนเหล่านี้

แม้นจะเรียนวิชาทางค้าขาย อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย

แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ

แม้นสมรจะไปนอนที่เรือนไหน อย่าหลับไหลลืมกายจนสายสาง

แม้นตัวตายหมายฝังไว้ลังกา แม่วัณฬาละฉันให้รัญจวน

ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ จะรบรับสารพัดให้ขัดสน

ลองเอา แม้ ไปแทนที่คำว่า แม้น ดูนะครับ ว่าความหมายออกมาเป็นไง

ต่อมาลองเอา หาก ไปแทนที่คำว่า แม้น ดูครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คำว่า หาก น่าจะแทนที่คำว่า แม้น ได้ดีกว่าคำว่า แม้

ถ้า แม้น ไม่ได้แปลว่า แม้ แต่แปลว่า หาก จริง ๆ เนี่ย สมมติฐานของผมที่มีต่อความเพี้ยนของความหมายก็คือ แม้น ออกเสียงคล้ายกับ แม้ มาก ทำให้เวลาพูด ๆ กัน เกิดความสับสน

ปัญหาก็คือ คุ้น ๆ ว่าพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของ แม้น ว่า แม้

แม้น: สัน. แม้ เช่น แม้นมิไปช่วยจะม้วยมอด ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า. (สังข์ทอง).

(คือตอนนี้ของราชบัณฑิตยสถานจริง ๆ ล่มอยู่ เลยเอามาจากพวกที่คัดลอกไป เช่น longdo หรือ sanook)

ดูแค่ตัวอย่าง ลองใส่คำว่า หาก เข้าไปแทนนะ "หากมิไปช่วยจะม้วยมอด" ก็สมเหตุสมผลดี ถ้าไม่ไปช่วย ก็จะตาย

แต่ลองใส่คำว่า แม้ เข้าไปแทน "แม้มิไปช่วยจะม้วยมอด" ความหมายเป็นอย่างไร? ถึงไม่ไปช่วยก็ตายอยู่ดี? อย่างนี้แปลว่าความหมายข้างบนนี้ใช้ได้หรือไม่?

ก็แค่นั่งคิดเล่น ๆ ครับ

ย้ายหอ

ชีวิตหอพักเริ่มต้นเมื่อ ม. 4 มันเริ่มด้วยชุดนักเรียนสามสี่ชุด เสื้อยืดกางเกงนิดหน่อย ชุดนักศึกษาวิชาทหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ขันน้ำ สบู่ ยาสระผม กาละมัง ถุงเท้ารองเท้า ดูคล่องตัวมาก กระเป๋าใบเดียวอยู่

แต่แล้วมันก็เริ่มมีอะไรเพิ่มเข้ามา หนังสือ ของกิน แฟ้ม กีต้าร์ คอมพิวเต้อร์ ไม้ปิงปอง ไม่รู้จะเก็บตรงไหน (หรือเก็บอย่างไร)

พอเข้าหอพักมหาวิทยาลัยก็เหมือนกดรีเซ็ต เริ่มต้นคล้ายเดิม เสื้อผ้า เครื่องอาบน้ำ กีต้าร์ คอม (ยังพอถือสองมือได้)

สี่ปีผ่านไป หนังสือเป็นตั้ง แฟ้ม เสื้อผ้า เพิ่มขึ้นมาจากไหนวะ

ถึงเวลากดปุ่มรีเซ็ตอีกรอบ

แปรงฟันแล้วอ๊อก

ห้องน้ำที่หอเป็นห้องน้ำรวม แล้วห้องผมอยู่หน้าห้องน้ำพอดี ชีวิตปกติสุขมาเรื่อย ๆ จนเทอมสุดท้ายนี่ เหมือนว่าจะมีคนย้ายเข้ามาใหม่ เขาเป็นคนที่น่าจะอ่อนไหวต่อสิ่งรบกวนในช่องปากพอสมควร เพราะทุก ๆ วัน เช้าและดึก ผมจะได้ยินเสียง

"อ๊อก"

พยายามจินตนาการเหมือนเสียง "อูแหวะ" เวลาเราคลื่นไส้และอาเจียน แต่เร็ว ๆ สั้น ๆ เข้าใจว่ามันเป็นอาการคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นเมื่อเราแปรงฟันและหัวแปรงมันเข้าไปลึก เกือบถึงคอหอย ร่างกายเลยแสดงอาการต่อต้านโดยอัตโนมัติ

แต่ปัญหาคือบ่อยครั้งมันไม่ใช่แค่ "อ๊อก" แต่เป็น

"อ๊อก... อั๊วะ... อุ๊... แอว้ะ..."

บางทีเกือบสิบครั้งติดต่อกัน แล้วเสียงมันดังเพราะควบคุมไม่ได้ กลไกอัตโนมัติ ไอ้เราก็แบบ ไอ้เหี้ยยยยยยยย (ขออภัย) มึงชอบเหรอความรู้สึกนี้ ทำไมไม่อ้วกไปซะเลยล่ะ เสียงแบบ ฟังแล้วจะอ๊อกตาม

จริง ๆ แล้วก็พอเข้าใจนะ ตอนเป็นเด็กก็จำได้ลาง ๆ ว่าเคยเป็น โตมาก็หายไป หมอนี่ยังทนอยู่ได้ไง

ที่เขียนนี่เพราะเมื่อสิบนาทีก่อนเขามาอ๊อกให้ได้ยินอยู่

Wong's Place

เมื่อตีสองนิด ๆ

"Thank you. Thank you. Thank you for breaking my glass." เสียงเจ้าของร้านดังขึ้นที่ลำโพงหลังจากมีคนทำแก้วแตก หันไปมองก็เห็นเขาโบกมือทำท่าล้อเล่นกับคนที่ทำแก้วแตก พนักงานก็ถือไม้กวาดกับที่ตักผงเบียดคนมหาศาลในห้องแคบ ๆ ยาว ๆ มาเก็บกวาด

ราวสองชั่วโมงก่อนหน้า ผมเดินเข้ามาในร้านอย่างงง ๆ ได้ยินว่าร้านแคบ แต่ไม่นึกว่าจะแคบขนาดนี้ ฝาผนังเต็มไปด้วยรูปถ่าย ใบปิด โคมไฟแบบจีนอยู่เหนือหัว ดีที่ยังไม่ค่อยมีคน

เดินไปสุดทางในร้านที่เคาน์เต้อร์ ถามพนักงานว่ามีเบียร์อะไรบ้าง เธอชี้ให้มองด้านหลัง หันกลับมาเจอผนังมีรูปถ่ายแปะทั่วอีกแล้ว "ขวามือ พี่" อ้อ อยู่นี่เอง เบียร์หลากยี่ห้อเต็มตู้เย็น อยากได้ขวดไหนก็หยิบออกมาจ่ายตัง ราคาเท่ากันหมด

เดินกลับมาหาโต๊ะ โอ้ วงดนตรีกำลังจะเล่นพอดี น่าจะเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด นักร้องหนึ่งสาว กีต้าร์สอง เบส กลอง ออกไปทางป๊อปร็อคเก่า ๆ มั้ง ไม่ค่อยรู้จักแนวเพลง ที่แน่ ๆ คือเก่าจริง ที่ฟังรู้จักแค่ Cyndi Lauper กับ 20th Century Boys

ถึงตอนนี้คนก็โผล่มาจากไหนไม่รู้เยอะมาก เยอะแบบเยอะมากจริง ๆ ส่วนมากเป็นฝรั่ง ก็เฮฮากันไป ตลกดีที่มีเจ้าของคอยปราม ๆ ลูกค้าอยู่เรื่อย ๆ ผ่านไมโครโฟน หลังดนตรีสดก็มีเปิด MV เก่า ๆ (คุณภาพระดับ VHS) นับปีไม่ถูกเลยทีเดียว แบบ ไมเคิ่ล แจ็กสันสมัยยังผิวเข้ม Oasis สมัยอัลบั้มสอง N'Sync หรือ Matchbox 20 อัลบั้มแรก คงมีเก่ากว่านี้แต่ไม่รู้จัก เพลง Don't Look Back in Anger ขึ้นมานี่อย่างกับเพลงชาติ

สรุปแล้วโคตรแจ่ม เปิด 4 ทุ่มทุกวันยกเว้นวันจันทร์ วงเล่นวันเสาร์

พิกัดแบบคนไม่มีรถก็คือ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินี ทางออกซอยงามดูพลี ขึ้นบนดินมาเดินมาเข้าซอยงามดูพลี มองไปข้างหน้าไกล ๆ จะเห็นป้ายโรงแรม Ibis ก็ไปให้ถึงโรงแรม แล้วเลี้ยวซ้าย เดินไปนิดนึงน่าจะเจอป้ายร้านอยู่ซ้ายมือ

ใจหาย

ช่วงนี้รู้สึกโหวง ๆ

บอกไม่ถูก คือมันโล่ง ๆ หวิว ๆ (แต่ไม่วาบหวาม)

มันคงเป็น Quarter-Life Crisis เรียกว่าอะไรดี วิกฤตวัยสลึง/วัยกระเบียด/วัยกั๊ก เรอะ (ฮา)

ตั้งแต่เกิดมามันก็ดูจะมี "เป้าหมายต่อไป" ตลอด จบประถมก็เข้าโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด (บ้านใกล้ จับฉลากได้ ไม่ต้องลุ้น) จะอยู่ต่อถึงมอหกก็ได้ แต่ดันมาโผล่อยู่นครปฐมสามปี แล้วก็เด้งมาอยู่ปทุมธานีอีกสี่ปี

คือแต่ละช่วงที่ผ่านมามันค่อนข้างแน่นอน อาจไม่แน่นอนว่าไปที่ไหน แต่ก็พอจะรู้ว่าต้องไปอยู่ในบรรยากาศไหน

แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ไอ้ทางเลือก เรียนต่อ/ทำงาน มันก็ถือว่าเป็น "เป้าหมายต่อไป" ได้อยู่ แต่มันดูไม่แน่นอนเอาซะเลย

เมื่อสักครึ่งปีก่อนก็บ่นอยู่นั่นว่าเบื่อ เมื่อไรจะเรียนจบ พอมันมาถึงแบบพรุ่งนี้มะรืนนี้แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย! เร็ว!

พูดว่าเวลาผ่านไปเร็วก็ไม่ใช่ นั่งจัดการไฟล์ในคอมเครื่องเก่ามันก็นึกย้อนไปได้เยอะมาก แต่ละปีทำเรื่องบ้าบออะไรไว้บ้าง

ไม่อยากจะใช้คำนี้เลย รู้สึกว่ามันเลี่ยน น้ำเน่า แอบด่าคนอื่นในใจไว้เยอะ

แต่ใจหายจริง ๆ นะ

ภาษาไทยที่บกพร่อง ต้องแก้ไข

ที่คณะมีชั้นสำหรับแลกเปลี่ยนหนังสืออยู่ คือ ใครอยากได้เล่มไหนก็เอาเล่มของตัวเองมาแลกไป หรือใครอยากเอามาวางให้ไว้เฉย ๆ ก็ได้

วันนี้เดินผ่าน สะดุดตากับเล่มนี้

ภาษาไทยที่บกพร่อง ต้องแก้ไข เล่มที่ 1

ถูกใจมาก อยากได้มาก เปิดดูผ่าน ๆ ยิ่งชอบ เป็นการรวมข้อความที่ใช้ภาษาไทยบกพร่อง พร้อมแหล่งอ้างอิง เช่น ใครพูด หรือจากหนังสือพิมพ์อะไร แล้วก็บอกว่าควรแก้ไขอะไรด้วยเหตุผลอะไร

จริง ๆ แล้วจะเรียกข้อความเหล่านั้นว่าเป็นภาษาไทยที่บกพร่องมันก็แปลก ๆ นะ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าบกพร่องเพราะอะไร เพราะว่ามันไม่ได้บกพร่องในแง่การสื่อความหมายแน่ ๆ อย่างไรก็ตาม ผมว่ามันน่าสนใจตรงที่คนที่ถือว่าตัวเองคอยบัญญัติหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในภาษาไทยอย่างราชบัณฑิตยสถานจะมีเหตุผลอย่างไรบ้างในการประเมินข้อความใด ๆ ว่าใช้ภาษาไทยบกพร่อง แล้วยังรู้สึกได้ว่าคนเขียนนี่โคตรขยันเลย (มีหลายข้อความในเล่มที่ลงที่มาว่ามาจากรายการวิทยุ)

อยากได้มาก แต่วันนี้ไม่มีหนังสือมาแลก เลยขอยัดเล่มนี้กลับเข้าไปในกองแบบ ลึก ลึก หน่อยก็แล้วกัน (ฮา)