life

รับปริญญาน่ายินดี (ขนาดนั้น?)

แล้วฤดูแห่งการรับปริญญาบัตรก็เวียนมาถึงอีกครั้ง คงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับคนหลาย ๆ กลุ่ม ทั้งผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ครอบครัวของพวกเขาและเธอ หรือนักศึกษา-ประชาชนที่หวังจะสร้างรายได้จากคนกลุ่มก่อนหน้า

ผมไปสัมผัสบรรยากาศงานซ้อมรับปริญญาบัตรมาสองหน ปีที่แล้วกับสองปีที่แล้ว ที่ไปก็ไปช่วยเพื่อน ๆ ขายเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม ชาเขียว เพื่อหารายได้เข้าชุมนุม ดูเหมือนมันจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข (ถ้าไม่สนใจความทรมานจากอากาศร้อน) ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็แห่กันมาแสดงความยินดีกับหนุ่มสาวที่เรียนจบจนได้ ให้ของขวัญ ถ่ายรูป โห่ร้องอะไรกันก็ว่าไป ดูมันช่างน่ายินดีมาก ๆ น่ายินดีจนผมสงสัยว่า

มันน่ายินดีขนาดนั้นเลยหรือ (วะ)

นึกย้อนกลับไปตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมไม่เคยเห็นบรรยากาศของความยินดีขนาดนี้ (หรือมันมีแต่โรงเรียนผมไม่มีหว่า แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินว่ามีการรวมญาติมาถ่ายรูปในวันจบ ม. 6 นะ) ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเรียนจบ ม. 6 ได้เนี่ย มันโคตรจะน่าดีใจ ไม่ต้องตื่นไปโรงเรียน ไม่ต้องทำการบ้าน มีเวลาไปเที่ยว นอน เล่นเกม ดูหนัง

หรือถ้าจะบอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยมันยากกว่า ผมว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ออกจะสบายกว่ามัธยมด้วยซ้ำ หรือจะบอกว่ามันคือก้าวแรกไปสู่สังคมผู้ใหญ่ หางานทำ ดูแลตัวเองอะไรทำนองนั้น ผมว่าคนเรามันไม่น่าจะเพิ่งมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง (หรือเห็นว่าต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง) กันตอนอายุยี่สิบสองนะ หรือถ้าจะเห็นว่าการศึกษาระดับปริญญาตรีมันเป็นใบเบิกทางไปสู่การมีอาชีพ มันก็จริง (ซึ่งผมก็ไม่ค่อยชอบค่านิยมนี้นะ) แต่มันต้องถึงขนาดหมดเงินกันเป็นหมื่น ๆ ไปกับช่วงเวลาสั้น ๆ นี้น่ะหรือ

ผมคิดเล่น ๆ หาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า เพราะตัวปริญญาบัตรเอง (และพิธีต่าง ๆ มากมาย) นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดงานฉลองรวมญาติโห่ร้องยินดีอะไรกันขนาดนี้ เหมือนว่าปริญญาบัตรมันเป็นสัญลักษณ์ของการเลื่อนขั้นในสังคม เพราะในสมัยก่อนคนที่เรียนจบปริญญาตรีน่าจะมีจำนวนจำกัด (จริง ๆ สมัยก่อนกว่านั้นก็คงมีคนจบมัธยมไม่มาก แต่ว่าตอนจบ ม. 6 คงไม่มีสมาชิกราชวงศ์มาพระราชทานเกียรติบัตรให้) แล้วก็แสดงความยินดีกันจนเป็นประเพณีขนาดนี้

บางคนก็บอกว่างานรับปริญญามันไม่ใช่งานของคนที่เรียนจบ แต่เป็นงานของครอบครัว ที่ได้เห็นลูกหลานเรียนจบ เรื่องนี้ผมว่าก็แปลก คือถ้าคนที่เรียนจบมันเก่งขนาดจบเร็วกว่าคนอื่น หรือได้เกียรตินิยม ผลการเรียนดี มีผลงานอะไร มันก็น่ายกย่องยินดีมากอยู่ แต่การเรียนจบตามเกณฑ์แบบที่คนอีกนับพันก็ทำได้มันก็ไม่ได้น่ายินดีขนาดนั้น น่าเสียดายเงินค่าเช่าชุด ค่าแต่งหน้า ค่าเสื้อผ้า ค่าทำผม ค่าดอกไม้ ค่าของขวัญ ค่าเดินทาง ฯลฯ

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันบ้ามากก็คือ การเข้าไปร้องเพลงบูมแสดงความยินดีให้กับบัณฑิต แล้วปิดท้ายด้วยกล่องใส่เงิน จริง ๆ มันก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะใคร ๆ ก็อยากได้เงิน ที่บ้ามากกว่าคือบัณฑิตเองนั่นแหละ เสือกจ่าย คือถ้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนที่มาร้องเพลงบูมให้จนอยากจะบริจาคเงินให้มันก็ดี แต่แบบที่รู้สึกกระอักกระอ่วนหรือถูกกดดันจนต้องควักเงินออกมาเนี่ย มันอะไรกันวะ เงินก็เงินตัวเอง คนมาร้องเพลงบูมให้ก็ไม่ได้ขู่จะเอาชีวิต จะว่าเกรงใจก็ไม่ใช่เพราะไม่ได้ขอให้ร้อง เออ แต่ไปวิจารณ์ก็จะกลายเป็นเสือกไป เงินของเขา

bangkokbusclub.com ชุมชนคนโดยสารรถโดยสาร

เพื่อนแนะนำมาให้ลองเข้าไปดู http://www.bangkokbusclub.com

ประทับใจโคตร ๆ ไม่นึกว่าจะมีชุมชนออนไลน์ของคนใช้รถเมล์แบบนี้อยู่ (แต่จริง ๆ พอเข้าไปก็นึกถึง http://www.ubmta.net ขึ้นมา ไม่รู้เกี่ยวข้องกันอย่างไร)

ที่รู้สึกว่ามันเจ๋งก็เพราะสมาชิกเขาอินกันมาก ถ่ายรูปรถเมล์มารีวิวกันสนุกสนาน (ใช่! รีวิวรถเมล์นี่ล่ะ ระบุคันได้ด้วยเลขประจำรถ) เช่นที่มู้ (ภาษาไทยยุคโพสท์-ประมูล แปลว่า กระทู้) นี้ http://www.bangkokbusclub.com/forums/index.php?topic=4139.msg57439;topicseen#msg57439

ลูกมือ

คุณคิดว่าเวลาสี่ปีสำหรับปริญญาตรีนี่มันเป็นอย่างไร หมายถึงว่า น้อยไป หรือมากไป ส่วนมากคงคิดว่าสี่ปีนี่นาน คงอยากรีบจบออกไปทำงานหรือเรียนต่อกันแย่แล้ว

สืบเนื่องจากผมเพิ่งผ่านการสอบกลางภาคไปหมาด ๆ และช่วงสอบก็โอดครวญเหมือนคนส่วนมากว่า อ่านไม่ทัน เวลาไม่พอ อะไรก็ว่ากันไป เมื่อพยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ที่เหลือก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่ในคาบ เมื่อคิดต่อไปว่าแล้วในคาบผมทำอะไร ก็พบว่ามัวแต่หลับ หรือไม่ก็ทำการบ้าน แล้วเวลาตอนกลางคืนหายไปไหนหมด ส่วนมากก็เอาไปนั่งอ่านบล็อก อ่านข่าวสาร เล่นทวิตเต้อร์ แล้วก็ทำงาน

สรุปก็คือ ทำไมมีเวลาไม่พอ

ถ้าตอบตามความคิดคนทั่วไปก็คงเป็นเพราะว่าผมจัดสรรเวลาได้ห่วยเอง จึงต้องเจอปัญหาลูกโซ่ คือต้องใช้เวลาที่ควรจะทำอะไรสักอย่าง ในการทำอะไรอีกสักอย่างที่ผ่านมาแล้ว อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสุดยอด คือต้องจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการเรียนให้เสร็จในช่วงก่อนสอบ ยิ่งในบางมหาวิทยาลัยจะชอบส่งเสริมนักว่าให้ทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน แค่เรียนนี่ก็จะแย่แล้ว!

แต่ด้วยความที่ไม่อยากโทษตัวเอง ผมขอหันไปโทษสังคมแทนก็แล้วกัน (ว่าเข้านั่น!)

ความใกล้ชิด

ผมมักจะนั่งอมยิ้มเสมอ เวลาที่ใช้ Google Talk แบบผ่านหน้าเว็บใน GMail แชทกับคนหลายคนพร้อมกัน

เพราะบ่อยครั้ง ผมได้เห็นคนสองคนที่ไม่รู้จักกัน และอาจไม่มีวันโคจรมาพบกัน ปรากฏตัวอยู่เคียงข้างกัน

เวลาแชทกับผม คุณรู้สึกถึงใครข้าง ๆ บ้างหรือเปล่า?

ไม่เอาทางม้าลาย

ความคิดของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อตัวขึ้นหลังจากอ่านหนังสือ คนกับโพสต์โมเดิร์น ของไชยันต์ ไชยพร จบ ไชยันต์กล่าวไว้ว่า (แล้วผมเอามาแต่งเติมว่า) การมีสะพานลอยเพื่อข้ามถนนทั่ว ๆ ไปนั้นเป็นความบัดซบของสังคมไทย ที่ทำให้ต้องเกิดการลงทุนมากขึ้น ทั้งค่าอิฐปูนในการก่อสร้าง หรือคนที่จะข้ามต้องเดินขึ้นบันได ทั้ง ๆ ที่ทางม้าลายมันก็มีอยู่แล้ว เพียงเพราะคนที่ขับรถยนต์ไม่นิยมจอดให้คนข้ามถนน ราวกับคนที่ขับรถไม่เคยนึกว่าสักวันหนึ่ง ตนเอง ญาติพี่น้อง ลูกหลาน จะต้องมาเสียเวลายืนชะเง้อรอให้รถผ่านไป แล้วจึงข้ามทางม้าลายด้วยความหวาดเสียว หรือหอบของพะรุงพะรังเดินขึ้นสะพานลอยสูงชันให้หัวเข่าเสื่อม

แน่นอน ผมขับรถไม่เป็น จึงไม่เคยขับรถยนต์ จึงไม่เคยทราบว่า ด้วยเหตุผลกลใด คนขับรถที่ต้องคอยมองสัญญาณจราจร มองรถคันอื่น ๆ จะไม่สามารถคอยสังเกตคนเดินเท้าที่กำลังจะข้ามทางม้าลาย แล้วชะลอความเร็วให้เขาหรือเธอข้ามไปได้โดยสะดวกได้ หรือมันจะจริงอย่างที่ผมเคยฟังไชยันต์ว่าไว้ในวงเสวนาเรื่องความปลอดภัย ว่าถนนเมืองไทยนั้นมันก็เหมือนป่า กฎระเบียบต่าง ๆ แท้จริงแล้วมีแค่ รถมีกำลังมากกว่าคน คนจึงต้องยอมหลบให้ เท่านั้นหรือ พวกเราที่ต่างก็จ่ายภาษีไปสร้างถนนมาใช้ร่วมกันคิดกันอย่างนั้นจริง ๆ หรือ

เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มคิดฟุ้งซ่านมากขึ้นว่า ในเขตเมืองที่มันเป็นที่ที่คาดการณ์ได้ว่าจะต้องมีคนข้ามถนนอยู่เรื่อย ๆ เนี่ย มันต้องมีทางม้าลายด้วยหรือ คนที่ขับรถยนต์จะไม่สังเกตอะไรรอบตัวเลยนอกจากรถคันอื่น สัญญาณจราจร แล้วก็ทางม้าลายเท่านั้นน่ะหรือ ถ้าไม่ใช่แล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องมีทางม้าลายให้ยุ่งยาก

วันนี้เพิ่งเจอกับตัวมาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก คือถนนแคบ ๆ ในมหาวิทยาลัย ยังต้องมีตำรวจจราจรคอยกำกับว่า ข้ามถนนตอนไหนได้ รถวิ่งตอนไหนได้ ผมสงสัยนักว่าบนถนนแคบ ๆ ในมหาวิทยาลัยที่มีแยก วงเวียน ทางเลี้ยวอยู่ใกล้ ๆ เนี่ย รถยนต์มันจะวิ่งได้เร็วแค่ไหนเชียว แล้วถ้าวิ่งได้ไม่เร็ว คนขับจะไม่ยอมดูคนข้ามถนนหน่อยหรือ ถึงต้องให้ตำรวจจราจรมากำกับ

จริง ๆ เคยบ่นทำนองนี้ไว้ใน twitter มีคนตอบกลับมาว่า ก็ควรจะแบ่งถนนให้ทั้งคนเดินเท้าและคนขับรถได้ใช้ถนนร่วมกัน (ด้วยการมีทางม้าลาย สัญญาณไฟจราจร หรือตำรวจจราจรมาคอยกันให้ข้ามถนน) แต่สำหรับผมแล้ว ลำพังแค่คุณมีรถยนต์ไว้ขับไปไหนมาไหน แถมยังปล่อยควันออกมาให้คนเดินเท้าต้องดมเนี่ย ก็ได้เปรียบพออยู่แล้ว ขอให้ช่วยมองคนเดินถนนบ้างเถิดครับ

ภาพจากฮ่องกง

เรื่องจากฮ่องกงมันชักจะเยอะไปแล้ว ผมบ้าเห่อมากเพราะมันเป็นครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศ เอารูปมาแปะ

ถูกกักตัวตรวจหวัด

From hong kong

นั่งรถเมล์จากสนามบินไปโรงแรม

From hong kong

โรงแรม

From hong kong

วิวจากห้อง

From hong kong

รถไฟใต้ดิน

From hong kong

โผล่ขึ้นมาที่ม่งก๊ก

From hong kong

ห้ามต่อราคา!

From hong kong

ฮ่องกงฟุต (ฟีต)

From hong kong

หลง ถามทาง

From hong kong

ตู้โฆษณาลิโล่แอ่นด์สทิทช์แถว ๆ จิมซาโจ่ย (มีกล้องซ่อนอยู่ แล้วโปรแกรมจะเอาหูมาเติมให้คนในวิดีโอ ป้าฝรั่งข้างหลังชอบใจมาก)

From hong kong

กินแถว ๆ ถนนเท็มเพิ่ล

From hong kong

ฝั่งฮ่องกง จากแอฟนู่ว ออฟ สตาร์สฺ

From hong kong

นั่งเรือข้ามไปฝั่งเกาะฮ่องกงมันซะเลย!

From hong kong

เกาะบันไดเลื่อนขึ้นเขา

From hong kong

วัดชื่อเมามัน หรือมันโม หรือโมมัน อะไรสักอย่าง

From hong kong

ป้ายโฆษณาในสถานีรถไฟใต้ดิน

From hong kong

รอเครื่องบินกลับราชอาณาจักร

From hong kong

ดูเพิ่มเติมได้ในอัลบั้ม

ยี่สิบเอ็ดปีในฮ่องกง

ต่อจากตอนที่แล้ว ตื่นเช้าวันที่ยี่สิบสามก็ลงมากินข้าว กลับขึ้นไปอาบน้ำ แล้วก็ลงมาที่ห้องอบรม

พบว่ามีคนมาเพิ่ม พบว่ารวมทั้งหมดมาจาก 7 เชื้อชาติด้วยกัน ได้แก่ ผมและพี่จิ จากทีมชาติไทย แซม โซ ทิน นี และโซ (อีกคน) ทีมชาติพม่า แทน โฮจิ และแอนเจลิน่า ทีมชาติเวียดนาม (มีแต่ประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้วทั้งนั้น) ที่กล่าวมาคือผู้รับการอบรม วิทยากรมีสองคนคือ บ็อบบี้ จากฟิลิปปินส์ และ ริค จากสหรัฐฯ (แต่เป็นคนสเปน) และคนจัดงานคือ ลินด์ซี่ จากสหรัฐฯ และแคโรไลน์ จากสหรัฐฯ (แต่เป็นคนเดนมาร์ก)

ก็นั่งอบรมไปเรื่อย ๆ เป็นเรื่องโปรแกรม หลักการต่าง ๆ พักเที่ยง แล้วก็ขึ้นมาอบรมต่อจนถึงราวหกโมงเย็น ก็ออกไปกินอาหารจีนกัน

ที่โต๊ะอาหาร เฮฮามาก ประเทศแถบ ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันก็มีความหลากหลายมากอยู่แล้ว แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างสนุกสนาน เช่น การไขว้นิ้ว ในเวียดนามหมายถึงเซ็กซ์ ในพม่าหมายถึงเพื่อนสนิท ในชาติตะวันตกหมายถึงขอให้โชคดี เรื่องอาหาร เช่น "ซุปนัมเบ้อร์ไฟ้ฟ์" ในฟิลิปปินส์ คือซุป "ไอ้นั่น" ของวัว หรือทุเรียน ที่ครึ่งโต๊ะบอกว่าเหม็นมาก แต่อีกครึ่งโต๊ะบอกว่าหอมมาก ไปจนถึงเรื่องภาษา ที่คนฟิลิปปินส์ทางเหนือจะไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นของทางใต้เลย ต้องคุยภาษาอังกฤษกัน

เป็นวันเกิดที่เยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่ง ได้ฟังเพลงอวยพรทั้งภาษาสแปนิช และเดนิช

ไปเกรียนที่ฮ่องกง (ตอนที่ 2)

คลิกอ่านตอนที่แล้ว

[ตรงนี้กรุณานึกภาพเป็นสีขาวเทาดำ]

ผมได้รับการติดต่อจากเอ็นจีโออเมริกันนี้เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งก็บอกให้กรอกเอกสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แล้วส่งกลับไปพร้อมประวัติส่วนตัวอย่างย่อ และสำเนาหนังสือเดินทาง

ผมส่งเอกสารทั้งหมดกลับไปในวันที่ 11 มิถุนายน แล้วก็รอการตอบกลับ 7 วันผ่านไปก็ยังคงไม่มีการตอบอะไรกลับมาจากทางโน้น ไม่มีตั๋วเครื่องบิน ไม่มีตารางเวลา ไม่มีสถานที่ ด้วยความเกรงใจ ผมจึงส่งอีเมล์ถามอ้อม ๆ ไปว่า เห็นก่อนหน้านี้พูดว่าจะกินมื้อเย็นด้วยกันในวันที่ 22 มิถุนายน ไม่ทราบว่าจะไปกินกันที่ไหน ผมจะได้วางแผนการเดินทาง

อีเมล์ตอบกลับมามีใจความแค่ว่า ก็เจอกันที่ล็อบบี้เย็นวันนั้น แล้วก็เดินไปกินกันใกล้ ๆ โรงแรมนั่นล่ะ

แล้วมันโรงแรมไหนกันล่ะเหวย ผมค้นอีเมล์เก่า ๆ ดู ก็ไม่พบว่าเขาเคยเอ่ยถึงโรงแรมไหน ดูในกล่องจดหมายขยะก็ไม่มี

เลยส่งอีเมล์ถามกลับไปอีกว่า เอ่อ แล้วมันโรงแรมไหนกันล่ะครับ

เขาก็ตอบกลับมาว่า อ้อ พักที่โรงแรม Habour Plaza นะ แล้วก็บอกการเดินทางมาเสร็จสรรพ

แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดเรื่องตั๋ว

ดีที่พี่จิโทรไปถามที่สายการบิน พบว่าได้มีการจองตั๋วไว้ให้แล้ว ก็โล่งอกไปหน่อย

พบว่าทางโน้นส่งรายละเอียดเรื่องตั๋วมาให้ตอนตีหนึ่งห้าสิบ ตามเวลาประเทศไทย นั่นคือราวเก้าชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องขึ้น

ตัดกลับมาที่หน้าโรงแรม [ภาพสี]

พวกเราทีมชาติไทยก็เดินเข้าไปติดต่อพนักงาน แอบหวั่นใจว่า ถ้ามันเกิดปัญหา เช่น ทางโน้นยังไม่ได้ติดต่อ หรือยังไม่มา จะทำยังไง พนักงานรับหนังสือเดินทางไปดู ค้นข้อมูล แล้วเงยหน้าขึ้นมาตอบว่า

"เอ่อ ชื่อพวกคุณอยู่ในรายการนะครับ แต่ว่าเริ่มพักวันพรุ่งนี้"

เวร

ก็มองหน้ากัน ประมาณว่า กูนึกแล้ว

"แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวทางเราเปิดห้องให้ก่อน เข้าใจว่าเป็นปัญหาเรื่องความแตกต่างของเวลาระหว่างทางนี้กับทางโน้น (สหรัฐฯ) เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนในกลุ่มคุณ เป็นชาวพม่า เจอปัญหานี้เหมือนกัน"

ผมถามว่า ได้เจอผู้ประสานงาน (จากสหรัฐฯ) หรือยัง

"ทั้งเรา (โรงแรม) และบริษัททัวร์ ก็กำลังพยายามติดต่อเขาอยู่ครับ แต่ยังติดต่อไม่ได้เลย ในห้องก็ไม่อยู่"

เยี่ยม!

ไม่เป็นไร ก็เอาของขึ้นไปเก็บบนห้อง แล้วลงมาที่ล็อบบี้ เพื่อจะไปเดินชมเมือง และ (ด้วยความเศร้า) หาข้าวกิน

ก่อนไปก็เกิดไอเดีย ชวนเพื่อนชาวพม่าไปด้วยกันดีกว่า ว่าแล้วก็ขอเบอร์ห้องจากพนักงาน (พนักงานจำชื่อกับเบอร์ห้องของเพื่อนชาวพม่าได้โดยไม่ต้องดูเอกสาร เขาบอก "เป็นกรณีพิเศษ ผมเลยจำได้แม่น") แล้วก็โทรขึ้นไป เขาบอกว่าอีกสิบห้านาทีเจอกัน

เมื่อเพื่อนชาวพม่าสองคนลงมา ก็แนะนำตัวกัน ชื่อ แซม กับ โซ พบว่านั่งเที่ยวบินเดียวกันมาจากกรุงเทพ แต่เขามาถึงก่อนเพราะผมติดด่านไข้หวัดนั่นเอง

ก็คุยกันว่าเอาไงดี เพื่อนชาวพม่าของเราก็ไม่ได้ทราบข้อมูลอะไรมากไปกว่าเรา และได้ตั๋วเครื่องบินในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ในคืนก่อนหน้านี้เอง

ก็ตกลงกันว่า งั้นไปเดินเล่นสักชั่วโมงค่อยกลับมา ถ้าคนจัดงานยังไม่มาค่อยไปหากินกันเอง ตอนคุยกันเรื่องเวลา ผมควักโนเกีย 3110c ออกมาดูเวลา ส่วนแซม เพื่อนชาวพม่าของผม ควักไอโฟนออกมา

ก็ออกไปเดินชมอ่าว ชมเมือง แซมบอกว่า ซื้อซิมการ์ดมาดีกว่า ใส่มือถือไว้แล้วไปบอกเบอร์กับพนักงานโรมแรม เมื่อคนจัดงานมาถึงจะได้โทรหาพวกเราได้ แล้วก็เข้าไปซื้อในเซเว่นอีเลเว่น

เป็นโทรศัพท์ของผม ที่ได้ใส่ซิมการ์ดอันนั้น เพราะแซมบอกว่า (พลางควักไอโฟนขึ้นมากระดิก) "ของผมมันถอดซิมลำบากน่ะ"

เมื่อกลับไปทิ้งเบอร์ไว้ที่โรงแรมเสร็จ ก็ออกมาหาข้าวกิน กำลังนั่งกินอยู่ (ตอนนั้นสองทุ่มพอดี) ก็มีคนโทรเข้ามา

ใช่แล้ว คนจัดงานกลับมาแล้ว และยังมีเพื่อนชาวพม่าอีกสามคนรออยู่ที่โรงแรม

เมื่อกินเสร็จ ก็เดินกลับไป แนะนำตัวกัน นัดหมายถึงวันรุ่งขึ้น (ยังไม่ได้กำหนดการ) แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

ไปเกรียนที่ฮ่องกง (ตอนที่ 1)

ต้องขอบคุณพี่จิ๋วเป็นอย่างสูงที่ทำให้ผมกำลังนั่งเขียนบล็อกนี้ในห้อง 543 ที่โรงแรม Harbour Plaza บนฝั่งเกาลูน ฮ่องกง

ตอนนี้เที่ยงคืนที่นี่ หรือห้าทุ่มที่ไทย ย้อนกลับไปเมื่อ 45 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ (ราวตีสองของวันที่ 22 มิถุนายน) ผมกำลังนั่งยัดของใส่กระเป๋าด้วยความตื่นเต้น ที่จะได้ขึ้นเครื่องบินของสายการบินคาเธ่ย์ แพซิฝิค ไปร่วมงานอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับสื่อพลเมืองที่ฮ่องกง ซึ่งจัดโดยเอ็นจีโอองค์กรหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา

ราวเก้าชั่วโมงต่อมา ผมอยู่เหนือน่านฟ้าเวียดนาม นั่งกรอกใบสำรวจสุขภาพของผู้ที่กำลังจะเดินทางเข้าฮ่องกง

เมื่อถึงสนามบิน ก็เดินเข้าไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง พี่จิที่มาด้วยกันยื่นใบสำรวจสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ แล้วก็ผ่านเข้าไป พอถึงตาผม เจ้าหน้าที่เหลือบมองเอกสารแวบหนึ่ง แล้วหันมาถามว่า "ยู แฮฟ ดิส ซิมท้อมพ์?" ไม่ได้สงสัยอะไร ผมตอบ "อ่า... เยส" เจ้าหน้าที่ยกมือขึ้นมา "ผลีส สเตย์ เฮียร์"

เวร

ด้วยความจริงใจ ตรงช่องสำรวจอาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัด 2009 ผมเสือกติ๊กช่อง "Runny Nose" ไป เนื่องจากเป็นคนที่น้ำมูกไหลตอนเช้าอยู่แล้ว

"ยู กอทท่า ซี เดอะ ด็อกเท่อร์"

ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าพี่จิคงจะด่าผมอยู่ในใจ

ราวกับอ่านใจได้ เจ้าหน้าที่หันไปบอกพี่จิ "โด๊นท์ วอร์รี่ จัสท์ วัน มินิท" แล้วก็พาผมลงไปชั้นล่าง ระหว่างเดินก็ยื่นหน้ากากให้สวม

นั่งรอสักพักก็ถึงคิวตัวเอง เข้าไปหาหมอ หมอเอาอุปกรณ์วัดไข้มาใส่เข้าไปในหู วัดทั้งสองข้าง ให้ดูอุณหภูมิว่าเป็น 37 องศาพลางยิ้มให้ จากนั้นก็ไปอีกด่านหนึ่ง เจอหมออีกคน ให้ตอบคำถามพวก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอยู่ที่ไหน สัปดาห์หน้าอยู่ที่ไหน คนใกล้ตัวมีอาการไหม ฯลฯ จากนั้นก็ให้เอกสารเกี่ยวกับคลินิกต่าง ๆ ที่สามารถเข้าไปตรวจหวัด 2009 ได้ฟรีถ้ามีอาการ แล้วหันมายิ้ม "ยู แคน คอนทินิว ยัวร์ ทริป, แฮฟ อะ ไน้ซ์ ทริป!"

ไอ้ "จัสท์ อะ มินิท" ตะกี้มันปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง กลับขึ้นมาก็ขอโทษขอโพย แล้วก็ไปเอากระเป๋า จากนั้นก็เดินไปซื้อบัตรเงินสด Octopus ที่ใช้แทนเงินได้กับการขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่เซเว่นอีเลเว่น ถามเจ้าหน้าที่ว่าจะนั่งรถประจำทางสายไหนไปโรงแรมได้บ้าง เขาก็บอกมาว่าสาย E23 แล้วเขียนภาษาจีนมาให้ด้วย บอกว่าไว้ให้คนขับดู

พอขึ้นรถ แปะกระเป๋าตัง เงินถูกหักไป 18 เหรียญฮ่องกง ยื่นกระดาษบอกสถานที่ให้คนขับ คนขับดันทำหน้างง ๆ ดูไม่ค่อยสนใจ ไม่เป็นไร กูดูถนนเองก็ได้ แล้วก็ขึ้นไปนั่งชั้นสอง

พบว่าสนามบิน เช็คแลพก็อก (อ่านงี้หรือเปล่าหว่า) มันกว้างมาก รถก็เลี้ยวไปเลี้ยวมาอยู่นั่น ประมาณยี่สิบนาทีจึงจะเริ่มออกนอกเขตสนามบิน มุ่งตรงสู่อุโมงค์ลอดใต้ภูเขา

พอพ้นอุโมงค์เท่านั้นล่ะ น่าตื่นเต้นมาก ตอนก่อนข้ามสะพานพบว่าแถวนั้นมีแต่ตึกกับกองตู้คอนเทนเน่อร์ เรียกได้ว่าถ้าจะมีหุ่นยนต์มาเดินก็คงไม่น่าประหลาดใจ จากนั้นก็มาถึงฝั่งเกาลูน สองฝั่งได้อารมณ์เยาวราชมาก ระหว่างนั่งรถอยู่ก็พยายามมองชื่อถนนรอบ ๆ แล้วเทียบกับแผนที่ แต่ก็ไม่เจอ หรือไม่ก็เจอเมื่อผ่านถนนนั่นมาแล้วสักพัก จนเห็นป้ายใหญ่ ๆ ว่า Whampoa อะไรสักอย่างนั่นล่ะ จึงรีบลงไปถามคนขับ เพราะดูในแผนที่มันใกล้ถึงโรงแรมแล้ว คนขับก็บอก "เย่ เน็กซท์ สต็อป" แล้วก็จอด

ลงมาเดิน อ่านป้าย แล้วก็เดินตามป้ายไปจนถึงหน้าโรงแรม

ต่อตอนหน้า

Subscribe to life