การบรรยายเรื่องพื้นที่ปลอดภัยในทฤษฎีการเมือง ภาพยนตร์ และวรรณกรรม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ไปฟังการเสวนา (ซึ่งถูกประชาสัมพันธ์ว่าเป็นการบรรยาย) ที่ห้องสมุดวิลเลี่ยม วอร์เรน ในหัวข้อ "พื้นที่ปลอดภัยในทฤษฎีการเมือง ภาพยนตร์ และวรรณกรรม"
ผู้ร่วมวงเสวนาได้แก่
- ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กิตติพล สรัคคานนท์ นักเขียน
- จุฑิมาศ สุกใส นักวิจัยด้านสตรีศึกษา
- ปรีดีโดม พิพัฒน์ชูเกียรติ นักสังคมวิทยา
- ใครก็ไม่ทราบ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา คือไม่ทราบจริง ๆ ครับว่าชื่ออะไร ในข่าวประชาสัมพันธ์ตามเว็บก็ไม่มี ไม่ได้ถามด้วย แหะ ๆ คุยเพลิน
ปัญหาก็คือ ผู้ร่วมเสวนาบางท่านไม่ทราบว่าหัวข้อมันมีห้อยท้ายว่า "...ในทฤษฎีการเมือง ภาพยนตร์ และวรรณกรรม" ด้วย ทำให้หัวข้อการเสวนามันหดเหลือแค่ "พื้นที่ปลอดภัย"
ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศมันงง ๆ ว่าจะคุยอะไรเรื่อง "พื้นที่ปลอดภัย" ซึ่งอาจจะเป็นความผิดของผมเองก็ได้ ที่ยังไม่ได้ไปดูนิทรรศการศิลปะซึ่งเป็นงานหลักในหัวข้อนี้ แต่ก็เอาเถอะ จะเล่าเท่าที่จับความได้
ในวงเสวนาก็เริ่มตั้งแต่นิยามว่า ความปลอดภัยคืออะไร "พื้นที่ปลอดภัย" คืออะไร มีจริงหรือเปล่า เป็นไปได้หรือเปล่า ทำอย่างไรให้มี แล้วก็ยกความคิดของนักคิดต่าง ๆ หลากหลายเชื้อชาติ (ซึ่งผมแม่งจำชื่อไม่ได้สักคน) มาอธิบาย สรุปใจความได้ดังนี้
ความปลอดภัยของคนในแต่ละยุคสมัย มีความหมายไม่เหมือนกัน ในยุคกลาง ความปลอดภัยของมนุษย์ขึ้นอยู่กับความศรัทธาในศาสนา กล่าวคือ ยิ่งศรัทธามากก็จะยิ่งรู้สึกปลอดภัยมาก แต่เมื่อมนุษย์ฉลาดขึ้น พึ่งศาสนาน้อยลง ความปลอดภัยของมนุษย์จึงไปตกอยู่ที่กลไกต่าง ๆ รอบตัว เพื่อเตือนให้ระวังภัยที่อาจเกิดกับตน
แต่นั่นก็ทำให้เกิดคำถามว่า อ้าว งั้นไอ้กลไกที่มันถูกสร้างมาเพื่อความปลอดภัย มันก็ยิ่งเป็นการย้ำถึงความไม่ปลอดภัยของพื้นที่นั้น ๆ สิ
แล้วก็เลยไปถึงการนิยาม หรือการันตี ว่าพื้นที่ไหนปลอดภัย พื้นที่ไหนไม่ปลอดภัย ว่าจริง ๆ แล้วการนิยามอย่างนั้น เช่นการแบ่งเขตพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการแบ่งพรมแดน มันยิ่งทำให้ส่วนที่เป็นรอยต่อ ที่นิยามไม่ได้นั้น มันอันตรายมากที่สุด คือไม่สามารถมีมาตรการรองรับอะไรได้
แล้วก็มีเรื่องทางจิตใจ คือ ความปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับความคิด ถ้าเราศรัทธาในอะไรสักอย่าง เราก็จะรู้สึกปลอดภัย เพราะฉะนั้นการเข้าถึงพระเจ้า หรือศาสดาของศาสนาต่าง ๆ จึงเป็นความปลอดภัยอย่างแท้จริง (ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร)
คือผมฟังไปฟังมา กลับมาอ่านที่จดมา ก็ยังสับสนอยู่ เอาประเด็นที่ผมว่ามันชัดเจนที่สุดก็แล้วกัน โดยอาจารย์ไชยันต์ (เขียนในสำนวนผมเอง ที่เห็นด้วยอย่างมาก)
ถามว่าเรามองถนนในกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่แบบไหน ปัจจุบันถนนมันก็เหมือนป่า คือใครแข็งแรงที่สุดรอด รถแข็งแรงกว่าคน คนก็ต้องหลบ ต้องหยุดให้รถไปก่อนจึงจะข้ามถนนได้ รถสิบล้อแข็งแรงกว่ารถเก๋ง รถเก๋งก็ต้องหลบให้ ทีนี้มันสมควรแล้วหรือ ถนนควรเป็นพื้นที่ป่า หรือพื้นที่ที่มีกฎระเบียบมากกว่ากัน
อย่างสะพานลอย ก็เป็นตัวอย่างของความทุเรศ เป็นความพ่ายแพ้ของรัฐต่อทุน คือ บังคับใช้กฎหมายให้รถมันชะลอเวลาเห็นคนข้ามถนนไม่ได้ (ในกฎหมายจริง ๆ ไม่ว่าคนจะข้ามถนนตรงไหน - ไม่จำเป็นต้องเป็นทางม้าลาย - รถต้องชะลอความเร็ว) แล้วก็ผลักภาระให้คนต้องเดินขึ้นสะพานลอย
แล้วคนที่ขับรถก็ไม่เคยจะนึกว่า สักวันตัวเอง หรือลูก หรือญาติพี่น้อง จะต้องมาเดินข้ามถนน แล้วไม่สามารถข้ามได้อย่างสบายใจ ต้องคอยระวังรถเฉี่ยวชน ถนนมันมีไว้ให้รถอย่างเดียวจริง ๆ เรอะ
เอาเป็นว่าเจอกันอีกวันเสาร์นี้ (6 มิถุนายน) เวลาบ่ายสองโมง ที่หอศิลป์กรุงเทพ ปทุมวัน ในการบรรยายเรื่อง "พื้นที่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน" ก็แล้วกัน
จบ
