การเมืองในทุกสิ่ง

จริง ๆ แล้ว หัวข้อ "การเมืองในทุกสิ่ง" นั้นไม่ค่อยจะตรงกับเนื้อความต่อไปนี้เท่าไรนัก เพียงแต่มันฟังดูเท่ดี จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่า สาระและความไร้สาระของทุกสิ่ง หรือว่าที่มาที่ไปของทุกสิ่ง มากกว่า

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมเป็นคนที่บางทีก็เชื่อคนง่ายแต่บางทีก็ไม่เชื่ออะไรเลยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วนั่งคิดฟุ้งซ่านในรถตู้ที่บึ่งกลับมหาวิทยาลัยถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เจอมาในวันนี้ รู้สึกว่ากลุ่มความคิดมันลงตัวพอดี มีที่มา มีจุดจบ พอจะเอามาเขียนเป็นข้อความได้สักย่อหน้าหนึ่ง ก็เลยเขียน

สืบเนื่องจากที่ไปฟังเสวนาที่พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ซอยเจริญกรุง 43 มา ส.ศิวรักษ์เล่าว่า (หรือผมจับใจความได้ว่า) ซอยสันติภาพนั้น เดิมไม่ได้ชื่อว่าซอยสันติภาพ แต่ชื่อ ตรอกหลังวัดหัวลำโพง ชื่อสันติภาพนั้นเกิดขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เกิดความฮิตในคำว่า "สันติภาพ" แล้วก็มีใครสักคน (ที่ได้รับความนับถือจากคนในตรอก) เขียนป้ายแปะไว้ที่ปากทางว่า ซอยสันติภาพ แล้วชาวบ้านก็เรียกซอยตามชื่อนั้นเรื่อยมา ต่อมาทางการก็ได้เปลี่ยนชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ของตรอกนี้จากชื่อเดิมเป็น "ซอยสันติภาพ"

ส.ศิวรักษ์ยังเล่าถึงที่มาของชื่อถนนต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากถูกตั้งตามขุนนางหรือคนที่มีอำนาจในละแวกนั้น หรือถูกตั้งตามชื่อคนที่ดำเนินการตัดถนนนั้นเอง ชื่อเขตต่าง ๆ ในบางกอกก็มีที่มาต่าง ๆ เช่น เขตบางรักได้ชื่อว่าบางรักเพราะเมื่อก่อนมีต้นรักเยอะ (บาง เป็นคำในภาษามอญ หมายถึงชุมชนริมน้ำ) หรือบางขุนนนท์ ที่ตั้งตามชื่อใครสักคนที่เป็นที่เคารพในแถบนั้น

ในงาน ผมยังได้ยินเรื่องซุบซิบ (เขาเรียกกันว่าซุบซิบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ว่าข่าวที่หินลูกปัดถูกขโมยไปจากมิวเซียมสยาม (ตอนหลังได้คืน) เป็นแผนการประชาสัมพันธ์หนังสือของเครือมติชน แน่นอนว่าผมไม่ทราบความจริง อย่าเชื่อ

หรือจะเป็นเรื่องบทเรียนในหนังสือของโรงเรียนที่ตั้งโดยผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ (ส.ศิวรักษ์ ซึ่งเคยเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เล่า) จะสอนประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่วันที่พระเจ้าสร้างโลก และพยายามไม่เอ่ยถึงการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ที่ลดความสำคัญของศาสนจักร) หรือกล่าวถึงนักคิดเช่น วอลแตร์ (ซึ่งโจมตีศาสนจักร) ในทางที่แย่

แม้ตัวอย่างข้างต้นจะฟังดูเป็นตัวอย่างที่ผมแค่ลากถูไถมาประกอบเรื่อง แต่ประเด็นก็คือ เราควรระลึกไว้ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นไป มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างที่เราเห็นแล้วเข้าใจ หรือถูกเล่าให้ทราบต่อ ๆ กันมา เราต้องพยายามมองทุกสิ่งในเชิงประวัติศาสตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มา ซึ่งอาจจะเต็มไปด้วยเหตุผล การเมือง การแย่งชิงผลประโยชน์จากการใช้สิ่งนั้น หรืออาจจะไม่มีสาระใด ๆ เป็นแค่การสุ่มเลือก ก็เป็นได้ ที่ควรระลึกไว้เช่นนั้นไม่ใช่เพื่อระแวง (ซึ่งจริง ๆ ก็เพื่อให้ระแวงนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าคำว่าระแวงมันฟังดูไม่ดี) แต่เพื่อให้สามารถทำใจได้ หรือยอมรับในความคิดเห็นหรือเรื่องเล่าอื่นที่แตกต่างหรือเป็นส่วนน้อย เพราะความจริง (เช่น ข่าว ความรู้ บทเรียนในหนังสือเรียน หรือแม้แต่ความเชื่อทางศาสนา - ใครจะรู้ว่าสังคายนาพระไตรปิฎกแต่ละหนมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง - ถ้าเราจะใส่ใจความสำคัญของหลักธรรมต้นฉบับน่ะนะ) ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ย่อมถูกกำหนดด้วยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจมากกว่า เราต้องพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออำนาจที่ควบคุมความจริงนั้นหมดลงและถูกแทนที่ เพราะหากยึดว่าความจริงคือสิ่งที่มีหลักฐาน มีเหตุผลรองรับชัดเจนแล้ว หลักฐานหรือเหตุผลนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ เพราะในที่สุดแล้วมันก็ต้องถูกรับรู้โดยเรา (ซึ่งโดยทั่วไปก็ต้องยอมต่ออำนาจ - ซึ่งก็อาจเปลี่ยนแปลงได้) อยู่ดี

ส่วนปัญหาที่ว่า จะเลือกเชื่อสิ่งต่าง ๆ ตามเรื่องเล่าของคนส่วนมากหรือเรื่องเล่าของคนส่วนน้อยดีนั้น ผมเองก็ไม่ทราบ ถ้ายึดตามหลักการจัดสรรผลประโยชน์ของมนุษย์ในปัจจุบัน - หรืออีกชื่อคือ ความดี - ก็คงต้องบอกว่า ควรจะเชื่อมั่นในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมาก พร้อม ๆ กับที่ไม่ละเมิดสิทธิที่พึงมีของคนส่วนน้อย

Comments

Submitted by แอน (not verified) on Mon, 29/06/2009 - 03:05

Permalink

ชอบ

ผมคิดว่าความจริงขึ้นอยู่กับคนรับสาร มากกว่าตัวสารเองครับ

เพราะสาระสำคัญของสารมีองค์ประกอบสำคัญของอย่าง คือ ข้อเท็จจริงและความคิดเห็น ในขั้นแรกเราควรแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน แล้วพิจรณาข้อเท็จจริงด้วยตรรกะและวิจรณญาณของเราเอง อาจใช้ความคิดเห็นที่มากับสารในการนำทางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ในข้อเท็จจริงเอง ก็อาจมีได้ทั้งเรื่องเท็จ เรื่องจริง เรื่องจริงบางส่วน และเรื่องจริงเพียงด้านเดียว ในส่วนนี้เป็นเรื่องยากทีเดียว ที่เราจะแยกสิ่งต่าง ๆ ออกจากกันได้ สิ่งที่เราพอทำได้คือ เปรียบเทียบข้อเท็จจริงจากหลายที่มา พิจรณาด้วยหลักตรรกะ สมมติตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ ว่าหากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น เราอย่างไร และรู้จักตั้งทำถาม สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะค้นหาความจริงของตัวเองต่อเหตุการณ์เจอ

แต่ปัญหาที่คนในสังคมไทยประสบในการแยกแยะความจริงคือ ไม่รู้จักแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ไม่รู้จักตั้งคำถาม การยกความจริงเพียงด้านเดียว บวกกับการแสดงความคิดเห็นแบบสับขาหลอก เป็นบันไดอำนาจมาตรฐาน ที่คนฉลาด คนมีอำนาจบ้านเรามักใช้ปั่นหัวเหยื่อผู้หลงทาง

ขอแค่อย่ากลัวที่จะรับสารครับ ผู้ตั้งคำถามยากที่จะตกเป็นเหยื่อ