พระเครื่อง : นวัตกรรมแห่งศรัทธา (ที่แลกมาได้ด้วยเงิน)

“ความเชื่อเรื่องพระเครื่องเป็นสิ่งไม่พบเห็นในสังคมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา และก็ไม่น่าจะมีในสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ ด้วย ถ้าจะให้เดากันตามความรู้ความเข้าใจของข้าพเจ้าในขณะนี้ ก็เชื่อว่าคงเกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ ๔ ลงมา เพราะสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นมีกันแล้ว” - ศรีศักร วัลลิโภดม, พระเครื่องในเมืองสยาม, 2537 ผ่าน สารคดี (ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้ศรัทธาในพุทธศาสนา แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้สักเท่าไร ที่เขียนถึงเรื่องนี้ก็เพื่อบันทึกเอาไว้เผื่อมาอ่านทีหลัง และอยากอ่านความเห็นคนอื่น - ถ้าบล็อกนี้มีคนเข้าบ้างนะ)

พอดีตามลิ้งค์ไปมาก็เจอบทความจาก นิตยสารสารคดี เรื่อง ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง ใครอยากอ่านฉบับเต็มก็คลิกโลด ในโพสท์นี้จะสรุปมาแค่นิดเดียว เน้นที่การยกบางข้อความจากบทความมาให้อ่าน

คือผมสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าการซื้อขาย (ที่เรียกว่าเช่า) พระเครื่องนี่มันเหมาะสมแล้วหรือ คือรู้สึกว่าวงเงินมันสูงมาก มีเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรก็เยอะ ฟังดูไม่ค่อยเป็นพุทธศาสนา (ตามความเข้าใจของตนเอง)

"...จากหลักฐานบรรดามีเท่าที่นักประวัติศาสตร์-โบราณคดีสืบค้นได้ในปัจจุบัน พอจะสรุปไปในทางเดียวกันได้ว่า “พระเครื่อง” ซึ่งเป็นคำที่ย่อมาจากคำ “พระเครื่องราง” อันหมายถึงพระองค์เล็กๆ สำหรับนำติดตัวไปบูชานั้น ไม่ได้เป็นของที่มีอยู่ในสังคมไทยมาแต่เดิม หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่เกินร้อยปีมานี้เอง..."

"...ขุนช้าง ขุนแผน พลายชุมพล และตัวละครทุกตัวในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย-ต้นรัตนโกสินทร์ ก็ไม่มีใครนำพระมาห้อยคอ จะมีก็แต่เครื่องรางจำพวกตะกรุด ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด ลูกอม เท่านั้น ที่พกติดตัวไปไหนมาไหนยามที่ต้องการความมั่นใจ ปลอดภัย..."

"...ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่างๆ นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงมาก็ไม่ปรากฏรูปทหารที่เอาพระมาห้อยคอ มีแต่ที่ใส่เสื้อลงยันต์เท่านั้น ใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ช่วงที่กล่าวถึงครั้งโกษาปานไปฝรั่งเศส และได้แสดงการอยู่ยงคงกระพันโดยให้ทหารไทยยืนแอ่นอกให้ทหารฝรั่งเศสยิง ก็ไม่มีการกล่าวถึงพระพิมพ์ และพระเครื่องแต่อย่างใด..."

"...ที่สำคัญ พระกริ่ง (รวมไปถึงพระพิมพ์ที่ถูกนำมาเป็นพระเครื่องในชั้นหลัง) ยังมีภาษีดีกว่าเครื่องรางของขลังอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้ายันต์ ผ้าประเจียด แหวนลงอาคม ตะกรุด ฯลฯ ตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้คาถาอาคมใด ไม่ต้องถือศีลเคร่งครัดระมัดระวังเหมือนการถือครองเครื่องรางชนิดอื่น เพียงกราบไหว้บูชาหรือสวดอ้อนวอนขอความคุ้มครองก็เพียงพอ จึงเหมาะสำหรับคนทั่วไปที่จะนำติดตัวไปในที่ต่างๆ..."

เลยคิดว่าคนเราก็คิดง่ายดี ต้องการความสะดวกในการได้รับ "ความคุ้มครอง" จึงกำหนดให้พระพุทธรูป หรือพระพิมพ์ มีความ "ขลัง" ในแง่อื่น นอกเหนือจากเป็นสิ่งระลึกถึงศาสดา

สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือ เหมือนระบบจะเข้าสู่สมดุลด้วยตนเอง (หรือธรรมชาติมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว?) เมื่อพระเครื่องที่ "ขลัง" มาก หรือหายาก จะมีราคาสูงตามไปด้วย (หรือยิ่งหายากยิ่งขลัง ยิ่งวิเศษ) เป็น "อุปสรรค" ที่มาแทนความเคร่งครัดในการปฏิบัติตนสำหรับการถือครองเครื่องรางของขลังชนิดอื่น ๆ (ไม่อย่างนั้นก็ทำพระเครื่องแจกประชาชนผู้ศรัทธาไปเลย ให้มีไว้คุ้มครองกันทุกคน หรือว่ามีจำนวนมากแล้วไม่ศักดิ์สิทธิ์?)